หลายสิบปีผ่านไปเพียงพริบตา เด็กหนุ่มก็กลายเป็นชายชราผมขาว
ขณะนี้ ณ สถานดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง
ชายชราผมขาวนั่งอยู่บนรถเข็น ตากแดดพลางสัปหงก
กึ่งหลับกึ่งตื่น เขาเห็นหญิงสาวรูปร่างอรชรเดินมาหา ผมดำขลับปลิวสยาย ดวงตายั่วยวนดุจแพรไหม รอยยิ้มสดใสชวนให้นึกถึงดอกท้อที่บานสะพรั่งบนสันเขื่อนซูตี้ในเดือนเมษายน
เขาพยายามลืมตา อยากมองดูผู้มาเยือนให้ชัดขึ้น แต่สติกลับเลื่อนลอยจมดิ่งสู่ห้วงนิทราโดยไม่ฟังคำสั่ง
ในความฝัน คือริมทะเลสาบซีหูต้นเดือนเมษายน บนสันเขื่อนซูตี้ดอกท้อบานสะพรั่ง งามตาเกินบรรยาย สายลมพัดโชย กลีบดอกร่วงหลั่งดั่งสายฝน
เขาได้ยินเสียงหัวเราะใสดุจกระดิ่งเงินของหญิงสาว แต่ไม่เห็นผู้ใดเลย
เขาเดินผ่านคันกั้นน้ำทอดยาวที่ปกคลุมด้วยหญ้าเขียวขจี ยืนอยู่บนสะพานอิ้งปอ ใจร้อนรนราวกับไฟแผดเผา อยากตามหาใครสักคน
แต่นอกคันกั้นน้ำออกไปคือผืนน้ำกว้างใหญ่ไพศาล ไม่มีใครอื่นนอกจากตัวเขา
ภาพตัดกลับ เขาพบว่าตัวเองมายืนอยู่บนไหล่เขา มองลงไปยังแม่น้ำเฉียนถังเบื้องล่าง
เสียงระฆังจากวัดลิ่วเหอข้างหลังดังกังวาน ทุ้มต่ำทอดยาว ไกลออกไปเกลียวคลื่นคำรามซัดสาด น้ำขึ้นน้ำลง
ความทรงจำมากมายจากชาติก่อนและชาตินี้เหมือนจะท่วมทะลักออกมา แต่ก็นึกอะไรไม่ออก ทันใดนั้นเขาหันกลับไป ก็เห็นต้นท้อต้นหนึ่งเบ่งบานสะพรั่งเจิดจ้า
ภาพและบรรยากาศเช่นนี้ เหตุใดจึงช่างคุ้นตา
"เธอ คือใคร?" เขาลูบไล้กิ่งก้านขรุขระของต้นท้อ เอ่ยถามเสียงเบา
กิ่งก้านแกว่งไหว กลีบดอกสีชมพูอ่อนร่วงหล่นบนฝ่ามือของเขา ช่างชวนให้ห่อเหี่ยวใจอย่างประหลาด
"คุณปู่มั่วชวน พระอาทิตย์ตกดินแล้วครับ ต้องกลับห้องแล้ว"
มั่วชวนลืมเปลือกตาที่หย่อนยานขึ้น ทุกอย่างในความฝันมลายหายไปราวกับภาพลวงตาในทะเลทรายทันทีที่เขาตื่น
เมื่อเขาหลุบตาลงมอง จึงพบว่ามีผ้าห่มผืนหนึ่งวางพาดบนตักเพิ่มมา
