ฉีหลินไม่รอให้ใครตอบ นางก้มลง หยิบดินสอจากถุงแขนเสื้อออกมา แล้วคลี่ม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งวางลงบนพื้นอิฐทองอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหมอบเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นแล้วเริ่มเขียนอย่างรวดเร็ว
ปลายดินสอของนางเคลื่อนไหวว่องไว บางครั้งก็หยุดลง ใช้ปลายอีกด้านเคาะพื้นสองครั้ง คิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย แล้วคลายออก ก่อนจะเขียนต่อไป
ปากยังพึมพำอะไรบางอย่างเสียงเบา ราวกับในสมองมีเส้นความคิดหลายสายกำลังแล่นไปพร้อมกัน นางต้องรีบถ่ายทอดทั้งหมดลงบนกระดาษให้เร็วที่สุด
“เพลงชาติ ธงชาติ รอต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องสรุปให้เสร็จภายในสองวัน” นางไม่แม้แต่จะเงยหน้า ปลายดินสอครูดไปบนกระดาษดังแซ่ก ๆ
“เดิมทีคิดจะให้พวกเขาค่อย ๆ คิดกันไป งานประลองกีฬาจะใช้หรือไม่ใช้ก็ช่างเถิด ทว่าคราวนี้ต้องใช้แล้ว
สิ่งเหล่านี้ทำให้คนนอกสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของแคว้นหนึ่งมากที่สุด จำเป็นต้องมี
อีกประเดี๋ยวให้เชิญจี้ไหลจือมาพบ ข้าจะหารือเรื่องเพลงชาติของต้าหยงกับเขา
รอให้พวกเขาประพันธ์ไม่ไหวแล้ว ใช้ ‘เพลงออกศึกต้าหมิง’ ไปเลย เพลงรักจากอินเดียเพลงนั้น “Nijamena” เอาท่อนฮุกอันไพเราะที่สุด”
เหล่าขุนนางพากันตะลึงงัน
ฮูหยินผู้เฒ่าอู่พูดอะไรออกมาบ้าง ฟังไม่รู้เรื่องเลย!
แล้วนี่ก็ตำหนักจื่อเฉินนะ ไท่ฮูหยินเจิ้นกั๋วผู้สูงศักดิ์กลับหมอบอยู่บนพื้น เขียนบ้างวาดบ้างเช่นนี้หรือ คิดว่าเป็นบ้านตนเองแล้วหรือไร
ขุนนางชราหลายคนเผลอคิดจะเข้าไปประคองนาง ทว่าฮ่องเต้ยกพระหัตถ์ห้ามไว้
ฮ่องเต้ส่งสัญญาณให้พวกเขาเงียบอีกครั้ง สายพระเนตรไม่เคยละจากฉีหลิน พระองค์โน้มพระวรกายเล็กน้อย พระหัตถ์ข้างหนึ่งวางอยู่ริมโต๊ะทรงพระอักษร ทอดพระเนตรปลายดินสอที่เคลื่อนไหวไม่หยุดโดยไม่ตรัสสิ่งใด
ภายในตำหนักเหลือเพียงเสียงดินสอครูดกระดาษแซ่ก ๆ
ฉีหลินลืมสภาพแวดล้อมรอบตัวไปเสียสนิท ลืมไปแล้วว่าตนอยู่ที่ใด ลืมเหล่าขุนนางเต็มตำหนักและฮ่องเต้บนบัลลังก์ด้วย
