“ฮูหยินผู้เฒ่าอู่ไปทำอะไรมา? เมื่อครู่นางบอกว่าจะเข้าวัง? เข้าวังไหนกัน?”
“นางเลอะเลือนไปแล้วหรือ ถึงได้คิดว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเอง?”
“แล้วนางจะกลับมาอีกหรือไม่? นางพูดเสียตั้งมากมาย ข้าฟังไม่เข้าใจตั้งหลายเรื่อง ยังอยากถามให้กระจ่างอยู่เลย”
ฮ่องเต้แอบยกนิ้วให้ฉือฮั่วอยู่ในใจ เสด็จอาผู้น้อยพูดถูก ฮูหยินผู้เฒ่าอู่มีเรื่องแปลกใหม่อยู่มากมาย เพียงแต่ค่อนข้างเกียจคร้าน นอกจากเรื่องของเด็ก ๆ แล้ว เรื่องอื่นก็ไม่อยากยุ่ง ต้องคอยเกลี้ยกล่อม หลอกล่อ นางจึงจะยอมคายสิ่งต่าง ๆ ออกมาเอง
ราชสำนักขาดแคลนคนเช่นฮูหยินผู้เฒ่าอู่ เมื่อเริ่มลงมือทำสิ่งใดแล้ว นางก็จะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น จมดิ่งอยู่ในห้วงของมันจนลืมเลือนทุกสิ่งรอบกาย
ในฐานะฮ่องเต้ พระองค์เองแทบไม่เคยทำสิ่งใดจนเข้าสู่ภาวะเช่นนั้น จำได้เพียงตอนเด็ก ๆ ที่ได้เล่นโคลนเป็นครั้งแรก พระองค์มีความสุขจนลืมทุกสิ่ง กระทั่งปัสสาวะรดกางเกงก็ยังไม่รู้ตัว ตลอดชีวิตกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา พระองค์เคยตกอยู่ในภาวะเช่นนั้นเพียงครั้งเดียว
ขณะฮ่องเต้กำลังทอดพระเนตรรำลึก ก็เหลือบเห็นฉีหลินกึ่งหมอบกึ่งพิงกรอบประตูตำหนัก ร่างครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่นอกประตู มีเพียงใบหน้าแดงเรื่อที่แอบยื่นเข้ามามองด้านใน
สายตาขลาดเขลาของนางกวาดผ่านทุกคนในตำหนัก หลบลี้ลุกลน ดูราวกับตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด
ยามนี้ฉีหลินเหมือนเด็กที่ก่อเรื่องแล้วกลัวถูกตี ฮ่องเต้แทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ จึงกระแอมเบา ๆ แล้วแสร้งวางท่าหยอกเย้าอย่างสงบ
“ฮูหยินผู้เฒ่าอู่ มิใช่ว่าจะมาหลอกลวงเราหรือ? เราอยู่ที่นี่แล้ว เชิญเข้ามาเถิด”
