ไป๋หลี่กวนซานกับไป๋หลี่ทิงชวนพากันกลับจวนแม่ทัพในยามราตรี กลิ่นหอมกรุ่นจากเนื้อย่างติดกายมาด้วย ยังไม่ทันที่ผู้ใหญ่จะเอ่ยปากตำหนิ เนื้อย่างเสียบไม้หนึ่งกำก็อุดปากคนทั้งวงจนเงียบสนิท
ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋หลี่กับลูกสะใภ้ทั้งสองกินเพียงคนละไม้ พอลิ้มรสแล้วก็ยกที่เหลือให้แม่ทัพเฒ่าทั้งหมด
เพราะแม่ทัพเฒ่าชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง กินพลางเอ่ยชมไม่ขาดปาก ทั้งยังเปิดสุราดีที่เก็บหวงแหนมาหลายปีหนึ่งไห ดื่มไปพลางบ่นพึมพำไปพลางว่า
“เนื้อย่างเสียบไม้นี่ใส่เครื่องปรุงอะไรลงไปกัน ลิ้นข้าร้อนจนเจ็บ ยิ่งเจ็บก็ยิ่งอยากกิน ช่างสะใจนัก!”
ฉีหลินไหนเลยจะใส่ผงพริกลงไปมากมาย นางเพียงโรยลงไปนิดเดียวเพื่อให้มีรสชาติ คงเป็นเพราะคนโบราณเหล่านี้เพิ่งกินพริกเป็นครั้งแรก จึงรู้สึกเผ็ดร้อนเป็นพิเศษกระมัง
แม่ทัพเฒ่ากินอย่างเอร็ดอร่อย ทว่าหลานชายสองคนกลับไม่ยินดีด้วย
คนหนึ่งกล่าวว่า “พรุ่งนี้เหตุใดถึงไม่ต้องไปเรียน เพิ่งเรียนไปแค่สองวันก็หยุดแล้วหรือ ไม่หยุดได้หรือไม่?”
อีกคนกล่าวว่า “นั่นสิ เหตุใดถึงหยุดทุกวันที่ห้า แล้วเหตุใดพรุ่งนี้ต้องเป็นวันที่ห้าพอดี เลื่อนไปอีกสองวันไม่ได้หรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋หลี่คิดในใจว่า: หึ! เพิ่งเคยได้ยินว่าเรียนหนังสือแล้วยังไม่หนำใจ ไม่อยากหยุดด้วย พรุ่งนี้นางจะไปจวนอู่อันโหว ดูให้เห็นกับตาว่าโรงเรียนเด็กเล็กที่ฉีหลินจัดขึ้นมีอะไรดี ถึงได้ทำให้หลานชายทั้งสองของนางไม่ยอมกลับบ้าน
วันรุ่งขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋หลี่พาลูกสะใภ้ทั้งสองไปด้วย อีกทั้งแม่ทัพเฒ่าที่ดึงดันจะตามไป และหลานชายสองคนที่หน้าด้านหน้าทน ขอไปโรงเรียนเด็กเล็กทั้งที่เป็นวันหยุด พวกเขาขนของกำนัลมาครึ่งคันรถ แล้วมุ่งหน้าไปจวนอู่อันโหวอย่างเอิกเกริก
ฉีหลินพาบุตรหลานในจวนที่ไม่รวมอู่ซื่ออิง มาต้อนรับคนทั้งตระกูลไป๋หลี่ที่หน้าประตูจวน ครั้นหันกลับมาอีกที เด็ก ๆ ก็วิ่งหายไปหมดแล้ว
