ฉีหลินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “พวกเจ้าพูดถูกทุกข้อ สิ่งที่มันต้องการที่สุดคือความรักมากมาย ความรู้สึกปลอดภัยมากมาย และความอดทนอีกมากมาย
ต้องมีนกน้อยตัวอื่นที่แข็งแรงและมีความสุข ใช้เสียงร้องใสกังวานบอกมันว่า ‘อย่ากลัวไปเลย ท้องฟ้าสีครามสดใส’
ใช้การโผบินอย่างร่าเริงบอกมันว่า ‘มาสิ สายลมอบอุ่นนัก’
ใช้แมลงกับหยาดน้ำค้างที่แบ่งปันให้กันบอกมันว่า ‘กินเถิด ที่นี่ปลอดภัย’
ใช้การเล่นสนุกอย่างไร้เดียงสาและมีความสุข ค่อย ๆ ขจัดความหนาวเหน็บกับความหวาดกลัวที่สะสมอยู่ในใจมัน
บาดแผลทุกชนิด ต่อให้เป็นบาดแผลในใจที่มองไม่เห็น ก็สามารถเยียวยาได้ด้วยความรัก
ขอเพียงพวกเราเต็มใจมอบความรักนี้ให้”
นางมองแววตาของเด็ก ๆ ที่ค่อย ๆ สุกใสและแน่วแน่ขึ้น ก่อนจะเฉลยปริศนาของเรื่องในที่สุด
“ช่วงบ่ายวันนี้ สวนผลน้ำเต้าของพวกเราจะมีนกน้อยตัวหนึ่งมาเยือน เป็นนกที่เคยบาดเจ็บ แต่ในที่สุดก็กำลังจะได้กลับบ้าน ชื่อของเขาคือมู่ชี”
เด็ก ๆ พากันสูดหายใจเบา ๆ เสียงนั้นเจือทั้งความประหลาดใจ ความกระจ่างใจ และความสงสาร
น้ำเสียงของฉีหลินเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางกำชับว่า
“มู่ชีก็คือนกน้อยตัวนั้น
บัดนี้เขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของพวกเรา เป็นสมาชิกใหม่ของสวนผลน้ำเต้าที่ต้องได้รับการทะนุถนอมอย่างอ่อนโยนที่สุด
วันนี้ท่านย่าเล่าเรื่องนี้ให้พวกเจ้าฟัง มิใช่เพื่อให้พวกเจ้าไปสงสารเขา
บางครั้งความเวทนาก็เป็นการทำร้ายอย่างหนึ่ง
ท่านย่าหวังเพียงว่าพวกเจ้าจะใช้หัวใจทำความเข้าใจว่าเมื่อก่อนเขาเคยหวาดกลัวเพียงใด แล้วใช้การกระทำมอบสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เปี่ยมสุข และเต็มไปด้วยมิตรไมตรีแก่เขา
