เด็กตระกูลเหวินชื่อเหวินไค เป็นเด็กชายวัยห้าขวบ ส่วนเด็กตระกูลผานเป็นเด็กชายวัยหกขวบ ชื่อผานจี้อัน
เด็กทั้งสองมาถึงจวนโหวไล่เลี่ยกัน คนหนึ่งมาก่อน อีกคนตามหลัง โชคดีที่มาทันวิชาพลศึกษาช่วงบ่ายพอดี พอเข้ามาในสวนผลน้ำเต้าก็ได้เล่นทันที ไม่ต้องแนะนำตัว ทั้งไม่ต้องปรับตัว พอเล่นกันจบหนึ่งคาบ เด็กทุกคนก็สนิทสนมกันจนแทบแยกไม่ออก
ฉีหลินนึกว่าเด็กใหม่ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่หลายวัน ใครจะรู้ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นเลยสักนิด
ยามเลิกเรียน เด็กชายตระกูลเหวินออดอ้อนเหวินจิ่นซูพลางเจรจา “ท่านป้า เรียนต่ออีกคาบไม่ได้หรือขอรับ?”
วันนี้ฉีหลินได้รับเทียบเชิญมากมาย ทั้งยังมีจดหมายอีกหลายฉบับ เนื้อความตรงบ้างอ้อมบ้าง ล้วนต้องการส่งบุตรหลานมาเรียนที่โรงเรียนเด็กเล็กในจวนโหว ฉีหลินตกตะลึงยิ่งนัก เกิดเรื่องอันใดขึ้น เหตุใดจู่ ๆ ทุกคนจึงอยากพาบุตรหลานมาเข้าเรียนที่สวนผลน้ำเต้าของนางกันหมด?
กระทั่งพี่ใหญ่ฉีเฉิงมาถึงจวนโหว นางจึงได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังฟังพี่ชายเล่าเรื่องคร่าว ๆ นางก็ถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ
“ท่านหมายความว่า งานเลี้ยงฉลองอายุครบหนึ่งร้อยปีของผู้อาวุโสสูงสุดจวนอัครมหาเสนาบดีเมื่อวานนี้ ซานเอ๋อร์กับชวนเอ๋อร์ช่วยเด็กที่สำลักอาหารไว้ แล้วโรงเรียนเด็กเล็กของเราก็มีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างนั้นหรือ? เด็กสองคนนั่น วันนี้ไม่เห็นเอ่ยถึงเรื่องนี้สักคำ”
จากนั้นพอได้ฟังพี่ชายบอกจุดประสงค์ที่มาวันนี้ นางก็ถึงกับตะลึงอีกครั้ง
“ท่านจะใช้เส้นสายฝากหลานชายของสหายให้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเด็กเล็กหรือ?”
ฉีหลินอดไม่ได้ จึงทุบหลังพี่ชายไปอีกสองที พลางตำหนิไปด้วย
“สหายคนนั้นให้ประโยชน์อันใดแก่ท่าน ถึงยอมวิ่งเต้นแทนเขา แต่กลับไม่คิดเก็บโอกาสดี ๆ ไว้ให้ลูกหลานตนเองบ้าง
