การประชุมใหญ่ต้นราชสำนักวันที่ห้าเดือนอ้ายใกล้สิ้นสุดลง บรรยากาศผ่อนคลาย ขุนนางชราผู้หนึ่งซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเมตตาถือแผ่นป้ายขุนนาง ก้าวออกมาคำนับแล้วกราบทูลว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีฎีกาขอกราบทูล
วันนี้เป็นการประชุมใหญ่ครั้งแรกของปีใหม่ สรรพสิ่งล้วนเริ่มต้นใหม่ พระเมตตาของฝ่าบาทแผ่ไพศาลไปทั่วหล้า กระหม่อมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ขณะเดียวกันก็นึกถึงเหล่าวีรชนผู้พลีชีพเพื่อแผ่นดินเมื่อปีก่อน
ตระกูลอู่แห่งจวนอู่อันโหวล้วนจงรักภักดีและกล้าหาญ บิดาบุตรหลายคน รวมถึงลูกสะใภ้ ต่างสิ้นชีพในสนามรบ นับเป็นความสูญเสียของต้าหยง ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความภักดีของตระกูลนี้
บัดนี้ภายในจวนโหวเหลือเพียงคนชรา คนอ่อนแอ และสตรีกับเด็ก ชวนให้ผู้คนทอดถอนใจยิ่งนัก”
เขาหยุดครู่หนึ่ง น้ำเสียงจริงใจยิ่งขึ้น
“กระหม่อมได้ยินมาว่า อู่ซูเฉิน หลานสาวสายตรงคนโตของอู่อันโหว อายุสิบสองปีแล้ว ทั้งเฉลียวฉลาดและรู้ความ อีกทั้งมีเค้าความองอาจของท่านปู่และบิดาอยู่ไม่น้อย
ทายาทของผู้ภักดีเช่นนี้ สมควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่ เพื่อปลอบประโลมดวงวิญญาณวีรชน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงพระเมตตาของฝ่าบาทที่ทรงห่วงใยทายาทของขุนนางผู้สร้างคุณงามความดี
ชั้นเรียนบุตรีขุนนางหลวงเรา มีไว้เพื่ออบรมพระธิดาและบุตรสาวของตระกูลขุนนางโดยเฉพาะ ทั้งมีมาตรฐานสูงส่งและอบรมสั่งสอนได้เป็นเลิศ
กระหม่อมบังอาจกราบทูล ขอฝ่าบาทมีพระราชโองการเป็นกรณีพิเศษ อนุญาตให้อู่ซูเฉินเข้าศึกษาในสำนักศึกษาซานหมิงได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ
การนี้ประการแรกจะทำให้ทายาทผู้ภักดีได้รับพระมหากรุณาธิคุณและการอบรมชั้นเลิศ ไม่ทำให้เกียรติของตระกูลต้องมัวหมอง ประการที่สองยังประกาศให้ใต้หล้ารู้ว่า ฝ่าบาทมิได้ทรงลืมเลือนขุนนางผู้สร้างคุณความดี ทั้งยังทรงเมตตาต่อทายาทของพวกเขา พระเมตตานี้ฟ้าดินย่อมเป็นพยานได้
