พระมหาเถระหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อน คีบผักดองกับเนื้อสามชั้นเข้าปาก เคี้ยวไปเพียงสองคำ ดวงตาก็เป็นประกาย เขาไม่พูดสักคำ ก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย
เห็นปฏิกิริยาของฉือฮั่ว ทุกคนก็เข้าใจทันทีว่าอาหารมื้อนี้ต้องอร่อยอีกเป็นแน่ จึงพากันหยิบตะเกียบ เมื่อได้ลิ้มรส ต่างก็มีสีหน้าตื่นตะลึง
คนในจวนอู่อันโหวคุ้นชินกับอาหารประณีตมาแต่ไหนแต่ไร อาหารเรียบง่ายแต่รสเลิศเช่นนี้กลับถูกปากเป็นพิเศษ
บ้างชมว่าผักดองกรอบนุ่ม ช่วยตัดเลี่ยน รสเปรี้ยวกำลังดี ไม่ฝาดเพราะเปรี้ยวเกินไป บ้างชมว่าเนื้อตุ๋นจนละลายในปาก ไส้เลือดสดนุ่มไร้กลิ่นคาว แม้แต่น้ำแกงก็ยังหอมหวานจนดื่มเพิ่มได้อีกสองชาม
อู่ซื่ออิงซึ่งครรภ์ใหญ่โตแล้ว วันนี้ยังกินข้าวเพิ่มอีกครึ่งชาม
ฉีหลินมองทุกคนกินกันอย่างครึกครื้น มุมปากก็คลี่ยิ้ม นางคีบอาหารเข้าปากคำหนึ่งเช่นกัน รสชาติยังคงคุ้นเคยเหมือนเมื่อก่อน
“อาหารหมูชามใหญ่ต้องกินอย่างนี้ ยกมาทั้งกะละมัง กินกันอย่างครึกครื้น ทั้งอุ่นกายและช่วยให้หายอยาก” นางกล่าวยิ้ม ๆ “โดยเฉพาะผักดองนี่ ข้าดองเองกับมือ ไม่ได้ใส่เครื่องปรุงอื่น อาศัยเพียงเกลือกับเวลาให้หมัก รสชาติที่ได้จึงเป็นรสดั้งเดิมแท้ ๆ”
หลังอาหารมื้อนั้น อาหารหมูชามใหญ่ที่เต็มกะละมังก็ถูกกินจนหมดเกลี้ยง แม้แต่น้ำแกงก้นกะละมัง ทุกคนยังนำมาราดข้าวกิน
พระมหาเถระลูบท้องกลมป่อง ในที่สุดก็เอ่ยปาก “พรุ่งนี้ทำอีก!”
ฉีหลินปรายตามองเขาอย่างเคยชิน
ใกล้สิ้นปีแล้ว บรรยากาศปีใหม่ในจวนอู่อันโหวยิ่งคึกคัก สิ่งที่ทุกคนในจวนเฝ้ารอคอย ทั้งยังต้องคอยดูแลอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ ย่อมหนีไม่พ้นครรภ์ของอู่ซื่ออิงที่นูนเด่นขึ้นทุกวัน
