“ล้วนเป็นคนที่เอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้าย ไม่รู้พรุ่งนี้จะอยู่หรือตาย จากบ้านไปไกลนับพันลี้ สิ่งที่วางไม่ลงที่สุดก็คือสายเลือดในครอบครัว
แต่ก่อนพวกเขาทำได้เพียงคาดเดาจากคำว่า ‘ทุกอย่างสงบดี’ ในจดหมายที่เขียนอย่างแห้งแล้ง บัดนี้ได้เห็นภาพวาดของกวนซานกับทิงชวน ความคิดถึงที่เก็บกดไว้ก็ไม่อาจข่มไว้ได้อีก”
ฉีหลินรับฟังเงียบ ๆ เบื้องหน้าราวกับปรากฏภาพเหล่าแม่ทัพในชุดเกราะที่ยังมิได้ถอดออก ยืนล้อมแสงตะเกียงสลัวใต้จันทร์เย็นยะเยือก ณ ด่านชายแดน พลัดกันชมภาพเด็กน้อยเล่นทราย
ภาพนั้นไร้ควันศึก ทว่ากลับสะเทือนใจยิ่งกว่าควันศึกเสียอีก ตระกูลของนางก็เป็นตระกูลแม่ทัพ นางเองก็เป็นญาติของทหาร จึงเข้าอกเข้าใจความรู้สึกนั้นได้ดียิ่ง ฉีหลินวางจดหมายลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“วันนั้นเห็นเด็กสองคนเล่นกันอย่างสนุกสนาน ข้าเห็นแล้วก็ยินดี จึงวาดขึ้นตามใจนึก หากภาพนี้ช่วยบรรเทาความทุกข์จากการคิดถึงบ้านของเหล่าทหารที่อยู่ห่างไกลนับพันลี้ได้บ้าง ก็นับเป็นวาสนาของภาพแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋หลี่เบิกบานใจ ใบหน้าประดับรอยยิ้ม รีบเอ่ยว่า
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่หญิงต้องรับปากพวกเขา เพียงแต่จำนวนคนมากไปสักหน่อย ทั้งยังเป็นงานเพิ่มให้ท่านอีก ค่าตอบแทนการวาดภาพนี้...”
ฉีหลินยกมือห้ามนาง ก่อนเลื่อนกล่องผ้าไหมกลับไปเบา ๆ “เงินนี้ ข้ารับไว้ไม่ได้”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? พวกเขามีน้ำใจเพียงนี้ อีกทั้งการวาดภาพยังสิ้นเปลืองกำลังใจและเวลา...”
ฉีหลินมองนางด้วยแววตาจริงใจ ทุกถ้อยคำล้วนออกมาจากใจ
“น้องหญิง เหล่าทหารที่รักษาชายแดนละทิ้งบ้านเรือนและกิจการ อาบเลือดปกป้องบ้านเมือง ยอมสละชีวิตเพื่อคุ้มครองความสงบสุขของพวกเราทุกคน ข้ายังนับถือพวกเขาไม่ทันเสียอีก
