จังหวะที่มู่ชีกำลังจะก้าววิ่งออกไปอีกสองก้าว พลันชะงักลงทันที
เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นอู่เจิ้งเฉินถือกระโปรงผ้าฝ้ายที่คลี่ออกแล้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ยืนนิ่งแข็งค้างราวกับถูกฟ้าผ่า
สายตาของมู่ชีกวาดผ่านลู่วิ่งข้าง ๆ อย่างรวดเร็ว พั่งตุนกับสหายอีกสองคนกำลังสวมเสื้อผ้าไปพลาง เหลือบมองมาทางนี้ไปพลาง มุมปากแต้มรอยยิ้มลำพองที่ปิดไม่มิด
เพียงชั่วพริบตา มู่ชีก็เข้าใจทุกอย่าง
เขาไม่ลังเล พลิกตัวถอยกลับไปสองก้าว คว้ากระโปรงในมืออู่เจิ้งเฉินมา แล้วเอ่ยอย่างรวดเร็วว่า
“เราสลับชุดกัน ข้าสวมกระโปรงเป็น”
อู่เจิ้งเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจขึ้นมาเช่นกันว่าเป็นฝีมือของหลางหรง
พวกเขาจงใจสับเปลี่ยนเสื้อผ้าบนลู่วิ่งของมู่ชี เอาเสื้อสั้นไปเปลี่ยนเป็นกระโปรง หวังให้มู่ชีขายหน้าต่อหน้าผู้คน และทำให้เขาต้องอับอายต่อหน้าชาวต้าหยง
สีหน้าอู่เจิ้งเฉินเปลี่ยนจากงุนงงเป็นเขียวคล้ำในชั่วพริบตา จากนั้นก็กลายเป็นสงบนิ่งอย่างน่าหวาดหวั่น
เขาผลักมู่ชีอย่างแรง พลางตวาดว่า “วิ่งไป! ไม่ต้องห่วงข้า! ต้องเอาชนะคนหลางหรงพวกนั้นให้ได้!”
มู่ชีเซถลาไปตามแรงผลัก แต่ก็ประคองกายให้มั่นคงได้ เขามองอู่เจิ้งเฉินแวบหนึ่ง อีกฝ่ายก้มลงหยิบกระโปรงขึ้นมาแล้วสวมใส่อย่างลวก ๆ
เขาไม่ลังเลอีก กัดฟัน พลิกตัวออกวิ่งสุดแรงไปยังเส้นชัย
ระหว่างที่เขาวิ่งย้อนกลับมา มีคนวิ่งนำหน้าไปแล้วหลายคน ในนั้นมีพั่งตุนกับสหายอีกสองคนด้วย
มู่ชีตามหลังพวกเขาอยู่ราวสี่ถึงห้าก้าว
เขากัดฟันแน่น รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดไว้ที่ขาทั้งสอง ก้าวยิ่งเร็วและถี่ขึ้น ลมหายใจในอกกระเพื่อมราวกับสูบลม
