“เหล่าฉี วางเด็กลง แล้วตามข้าไป เร็วเข้า!”
พระมหาเถระผู้ครองท่าทีเกียจคร้านไม่เอาการเอางานอยู่เป็นนิจ บัดนี้สีหน้าเคร่งขรึม ทั่วร่างแผ่บารมีอันมิอาจขัดขืน ราวกับเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ทุกคนต้องฟังคำสั่งของเขา
ฉีหลินทำตามอย่างไม่รู้ตัว กำชับแม่นมซ่างกับแม่นมเซี่ยให้จัดแจงเด็ก ๆ และพาพวกเขาเข้านอนแต่เนิ่น ๆ
ฉีหลินไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น รู้เพียงว่าในใจปั่นป่วน จึงวิ่งเหยาะ ๆ ตามหลังฉือฮั่ว มุ่งไปยังห้องหนังสือ
ฉือฮั่วเดินไปพลางตวาดถามเสียงดังว่า “คนที่ซ่อนอยู่ในเงามืดเป็นใคร?”
ผู้ติดตามหน้าตาเย็นชาของหลินข่ายพลันปรากฏตัวขึ้นจากที่ใดก็ไม่ทราบ เขาตอบกลับอย่างนอบน้อมว่า “ข้าน้อยเสวียนอู่ ฝ่าบาทมีรับสั่งว่า หากการเดินทางครานี้เกิดเรื่องเร่งด่วน ให้พวกข้าน้อยรับคำสั่งจากท่าน ขอราชครูโปรดบัญชา”
ฉือฮั่วถามว่า “องครักษ์เงาใครเป็นหัวหน้า?”
“ไป๋หู่”
“เรียกเขามา แล้วส่งคนไปล้อมห้องหนังสือไว้ ห้ามผู้ใดเข้าใกล้”
“ขอรับ!” เสวียนอู่รับคำสั่ง ก่อนจะวูบหายไปในพริบตา
ฉีหลินเห็นท่าทีเช่นนี้ก็ยิ่งกระวนกระวาย เกิดเรื่องอะไรกันแน่? ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่า?
คำพูดที่ฉันเล่าให้เด็ก ๆ ฟังเมื่อครู่มีตรงไหนไม่เหมาะหรือเปล่า? มีประโยคไหนไม่ควรพูดออกไปไหม? เพราะฝ่าฝืนกฎหมายต้าหยง หรือขัดต่อกฎเกณฑ์ของที่นี่?
หรือว่าฉันเปิดเผยความลับของแคว้น? หนักกว่านั้นก็คือเปิดเผยความลับสวรรค์?
หรือพวกเขารู้แล้วว่าฉันไม่ใช่คนของที่นี่ เลยจะสอบสวนฉัน? หรือจะฆ่าฉันทิ้งกันแน่?
ฉีหลินมัวแต่ตื่นตระหนก จนไม่ได้คิดเลยว่าเหตุใดองครักษ์เงาของราชวงศ์จึงอยู่ที่นี่ หรือในจิตใต้สำนึกของนางจะคิดว่าการมีพวกเขาอยู่เป็นเรื่องปกติกันแน่
ขณะที่ฉีหลินกำลังคิดฟุ้งซ่าน ฉือฮั่วก็พยายามสงบอารมณ์เช่นกัน เขายืนอยู่หน้าห้องหนังสือ มองออกไปด้านนอก รอให้องครักษ์เงาทุกคนประจำตำแหน่ง
“เสี่ยวหลี? เสี่ยวหลี!” ฉีหลินกระซิบเรียกเสียงเบาราวกับหัวขโมย
