“เดี๋ยวนี้! ประสานนิ้วมือทั้งสองข้างไว้ ปกป้องท้ายทอยและลำคอ งอข้อศอกไปข้างหน้า ป้องกันขมับ พร้อมขดตัว งอเข่าให้ชิดอกมากที่สุด แล้วนอนตะแคงลงกับพื้น เช่นนี้!”
นางให้โจวเปียวรับบทเป็น “ผู้หกล้ม” แล้วทำท่าทางให้ดูอย่างถูกต้อง ทั้งนอนตะแคง ป้องกันศีรษะ และขดตัว
“ท่านี้ช่วยปกป้องศีรษะ ลำคอ หน้าอก และท้อง ซึ่งเป็นจุดสำคัญของร่างกายได้มากที่สุด ต่อให้ถูกคนเหยียบ ก็จะได้รับบาดเจ็บน้อยที่สุด
หากล้มลง อย่าพยายามลุกขึ้นทันที จงขดตัวปกป้องตนเองก่อน!”
นางให้เด็กทุกคนผลัดกันฝึก “ท่าขดตัวเอาชีวิตรอด” บนพื้นหญ้านุ่ม
ตอนแรกจางเต๋ออี๋ยังรู้สึกว่าการกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นช่างเสียมารยาท เขาแอบมองอู่ซื่อเซียว เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าขึงขัง ฝึกฝนอย่างตั้งใจไม่ขาดตกบกพร่อง ซ้ำยังเป็นฝ่ายเข้าไปแก้ท่าทางให้หลานชายทั้งหลาย เขาจึงละความคิดนั้น แล้วตั้งใจฝึกตามไปด้วย
“ข้อที่ห้า ช่วยเหลือกันและร้องขอความช่วยเหลือ
หากเห็นใครหกล้ม ในเมื่อแน่ใจว่าตนเองยืนมั่นคงแล้ว จงตะโกนเรียกให้ดังว่า ‘มีคนล้ม! อย่าเบียดกันอีก!’
ผู้คนโดยรอบเมื่อได้ยิน อาจช่วยกันก่อตัวเป็นวงคุ้มกัน หากข้างกายมีผู้ที่อ่อนแอกว่า ก็จงช่วยพวกเขาประคองตัวให้มั่นคง
ข้อที่หก กุญแจสำคัญในการเอาตัวรอด
หากถูกเบียดจนหายใจไม่ออก จงใช้แขนค้ำบริเวณหน้าอกให้เกิดช่องว่างขึ้นมาบ้าง ต่อให้มีเพียงหนึ่งชุ่น ก็เป็นช่องว่างที่ช่วยรักษาชีวิตได้!”
เมื่ออธิบายจบ ก็ถึงคราวฝึกซ้อมจำลองสถานการณ์
เด็ก ๆ แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งรับบทเป็น “ฝูงชนที่กำลังโกลาหล” วิ่งผ่านทางเดินโครงไม้แคบ ๆ อีกกลุ่มรับบทเป็น “ผู้เข้าไปในฝูงชน” และ “ผู้ที่อาจหกล้ม”
ฉีหลินกับองครักษ์อีกหลายคนจับตาดูอยู่ด้านข้าง พร้อมสั่งหยุดเพื่อแก้ไขได้ทุกเมื่อ
เมื่อเด็กที่รับบทเป็น “ฝูงชน” ตะโกนโหวกเหวกพลางพุ่งผ่านทางเดิน อู่ซื่อเซียว จางเต๋ออี๋ และคนอื่น ๆ ซึ่งรับบทเป็น “ผู้เข้าไปในฝูงชน” ก็ยกแขนทำ “ท่าปู” ทันที แล้วค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปด้านข้างอย่างยากลำบาก
