รถม้าเลี้ยวผ่านหัวมุมถนน ก่อนจะค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง
มีรถเข็นหลายคันขวางทางอยู่ด้านหน้า คนขับรถจึงส่งเสียงเรียกม้าแล้วดึงบังเหียน รอให้ทางข้างหน้าโล่งเสียก่อน
ฉีหลินเอนหลังพิงผนังรถ หลับตาพักผ่อน เสียงจากริมถนนจึงลอดผ่านช่องม่านรถเข้ามา
“...เจ้าฮู่จื่อบ้านเจ้านี่เอาการเอางานขึ้นจริง ๆ ข้าได้ยินว่าเขาเป็นคนชูป้ายอยู่หน้าขบวนกระมัง? ตำแหน่งนำขบวนเชียวนะ ผู้คนเต็มถนนล้วนมองเขาก่อนทั้งนั้น”
“เฮ้อ ชูป้ายจะมีอะไรน่าภูมิใจ ก็แค่ตัวสูง ยืนข้างหน้าแล้วดูเด่นเท่านั้นเอง
แต่ต้าป่าวบ้านเจ้าน่ะ ข้าได้ยินพ่อเด็กที่บ้านบอกว่าได้รับเลือกให้แสดงวิชาพลองหรือ? ต้องขึ้นเวทีอวดฝีมือเชียวนะ คนทั้งเมืองหยงจิงจับตามอง มิสู้ฮู่จื่อบ้านข้าที่ได้แต่ยืนเฉย ๆ หรอกหรือ?”
“จะดีกว่าอะไร วัน ๆ เอาแต่ฝึกพลองอยู่ในบ้าน เมื่อวานยังแทงเสื้อผ้าที่ข้าตากไว้ในลานบ้านจนเป็นรู ข้าโมโหถึงกับถือไม้กวาดไล่ตีเขาไปสามช่วงถนน
เจ้าว่าการแข่งขันกีฬาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหาเรื่องให้เด็กทำ หรือหาเรื่องให้มารดาอย่างพวกเราหงุดหงิดกันแน่?”
เสียงหนึ่งแทรกเข้ามา น้ำเสียงเจือความภาคภูมิใจที่แทบข่มไว้ไม่อยู่
“ลูกบ้านพวกเจ้าอย่างน้อยก็ได้สิ่งที่ต้องการมาด้วยความสามารถของตน ส่วนเจ้าตัวไม่ได้เรื่องบ้านข้า ไม่ได้รับเลือกสักอย่าง กลับถูกอาจารย์เลือกให้เป็นไม้สุดท้ายของการแข่งขันผลัด
ข้าก็บอกว่าเขาวิ่งเร็วแล้วจะมีประโยชน์อะไร วิ่งชนโน่นชนนี่ไม่รู้จักระวัง แต่อาจารย์บอกว่าไม้สุดท้ายสำคัญ คนวิ่งเร็วเท่านั้นจึงจะคุมสถานการณ์อยู่
ข้าไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก ในเมื่ออาจารย์บอกว่าได้ก็ย่อมได้กระมัง”
“ไม้สุดท้ายหรือ? นั่นเป็นช่วงปิดท้ายเชียวนะ ปกติเจ้าตั้นตั้นบ้านเจ้าก็เห็นเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา ที่แท้กลับเป็นคนมีแววซ่อนอยู่”