ขณะที่ฉินหรงตกใจจนแทบจะก้าวออกไปคารวะ พลันมีองครักษ์สีหน้าเย็นชาคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง โน้มเข้ามากระซิบเตือนข้างหูเขาเบา ๆ ว่า “ใต้เท้าฉิน ทางที่ดีทำราวกับไม่เห็นสิ่งใดเลย”
ฉินหรงสามารถนั่งในตำแหน่งผู้บัญชาการกองพิทักษ์หน้าพระตำหนักได้ ไหนเลยจะเป็นคนเขลา เพียงชั่วพริบตาก็เข้าใจถึงผลได้ผลเสียในเรื่องนี้ เขารีบเก็บสีหน้า ทำประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วพยักหน้าเล็กน้อยเป็นสัญญาณว่าเข้าใจแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น องครักษ์ก็หายกลับเข้าไปในมุมมืดอย่างไร้สุ้มเสียง
หัวใจฉินหรงเต้นระรัว แทบจะสะกดความยินดีอย่างบ้าคลั่งเอาไว้ไม่อยู่
บุตรชายของเขา ฉินสือเยว่ ช่างโชคดีเพียงใด ถึงได้ร่วมเรียนร่วมอ่านตำรากับองค์ชายเพียงพระองค์เดียวในราชสำนัก นี่เป็นวาสนาใหญ่หลวงเพียงใดกัน!
สวรรค์ประหนึ่งทอดบันไดสู่เมฆาให้ฉินสือเยว่แล้ว เหลือเพียงดูว่าเด็กคนนี้จะคว้าโอกาสไว้ได้อย่างไร
เขาท่องบทสวดอมิตาภพุทธในใจซ้ำไปซ้ำมากว่ายี่สิบรอบ จึงพอจะกดข่มความตื่นเต้นในใจลงได้
พลางมองบุตรชายเล่นสนุกอยู่ในบ่อทราย พลางครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว องค์ชายใหญ่เสด็จมาศึกษาโดยปกปิดพระองค์ เมื่อดูจากท่าทีของฮูหยินผู้เฒ่าอู่และเด็กคนอื่น ๆ แล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของพระองค์
คาดว่าฝ่าบาทไม่ประสงค์ให้เรื่องนี้แพร่งพราย จึงทรงจัดสถานที่ศึกษาแห่งหนึ่งให้แก่องค์ชาย เพื่อให้พระองค์ได้เรียนอย่างอิสระเสรี โดยไม่ต้องคำนึงถึงฐานันดร
หากต้องการให้ฉินสือเยว่ก้าวขึ้นบันไดสู่เมฆาได้อย่างมั่นคง ก็ห้ามทำลายการจัดการของฝ่าบาทเป็นอันขาด
ไม่เพียงต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก ยังห้ามเผยความลับให้บุตรชายรู้แม้แต่น้อย
มิฉะนั้น หากฉินสือเยว่ประจบประแจงมากเกินไปจนทำลายบรรยากาศที่นี่ อย่างเบาก็อาจทำให้ฝ่าบาททรงกริ้ว อย่างหนักองค์ชายใหญ่ก็อาจเสด็จกลับวังทันที บันไดสู่เมฆานี้คงมลายหายไปในพริบตา
