ไป๋หลี่ทิงชวนเหลือบมอง ก่อนยกเท้าเตะดาบไม้กลับไปตรงหน้าหวังสือเอ้อร์อีกครั้ง ใบหน้าเล็ก ๆ ของหวังสือเอ้อร์แดงก่ำ เขารีบก้มลงเก็บ แลบลิ้นออกมา แล้วเร่งฝีเท้าตามจังหวะ ฝึกท่าต่อไปอย่างทุลักทุเล ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ นั้นทำให้ฮูหยินหลายท่านกลั้นหัวเราะเอาไว้เงียบ ๆ
มารดาของหวังสือเอ้อร์กลั้นหัวเราะจนตัวสั่น ต้องหยิกแขนหวังจวี่หยวนผู้เป็นสามีสุดแรง จึงพอจะควบคุมตนเองไม่ให้เสียกิริยาต่อหน้าพระพักตร์ได้
หวังจวี่หยวนเองก็ไม่ต่างกันนัก อาศัยความเจ็บจากที่ภรรยาหยิกแขน กดกลั้นรอยยิ้มเอาไว้
อู่หลานเฉินเม้มปากน้อย ๆ ตลอดเวลา ดวงตาจับจ้องอู่เจิ้งเฉินผู้เป็นพี่ชายคนรองเบื้องหน้า พลางเลียนแบบท่าทางอย่างสุดกำลัง แม้เรี่ยวแรงจะอ่อนด้อย ทว่าท่าทีจริงจังเป็นระเบียบอย่างยิ่ง
ผู้ที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจที่สุดคืออู่ยวี่เฉิน ซึ่งมีอายุน้อยที่สุด
นางยืนอยู่ริมสุดของแถว รูปร่างเล็กที่สุด ทว่าทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นการยืน การจับดาบ การย่อตัวตั้งท่าแทง หรือการปัดป้อง ล้วนถูกต้องจนชวนตะลึง
แม้เรี่ยวแรงจะน้อย ท่วงท่าดูเบาหวิว ทว่ากลับสอดประสานกันอย่างไร้ที่ติ ทั้งยังตั้งใจจริงเกินวัย ไม่เหมือนฝีมือของเด็กสามขวบเลยแม้แต่น้อย เหล่าผู้ใหญ่ที่ได้เห็นต่างลอบตื่นตะลึง
ฉีหลินรู้ดีว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์ด้านการประสานร่างกาย ความจำและความสามารถในการเลียนแบบก็เหนือกว่าคนทั่วไปยิ่งนัก
ในแถวยังมีเด็กอีกคนที่โดดเด่นเป็นพิเศษ—หลินข่าย
บนใบหน้าของเขาสวมหน้ากากปิดปาก เผยให้เห็นเพียงดวงตาสงบนิ่งคู่หนึ่ง
แม้ท่วงท่ารำดาบจะไม่เฉียบคมดุดันอย่างบุตรหลานตระกูลแม่ทัพ แต่กลับแฝงความสุขุมมั่นคงและผ่อนคลาย ต่อให้สวมหน้ากากจนหายใจไม่สะดวก ท่วงท่าก็ไม่รวนแม้แต่น้อย
