ฉีหลินนึกว่าฮ่องเต้เอ่ยถึงเรื่องวัยเยาว์ของพระองค์ เพื่อส่งสัญญาณว่าจะทรงเข้าข้างจวนอู่อันโหว ใครจะรู้ว่าฮ่องเต้เพียงหยิบยกความผูกพันเก่าแก่มาโน้มน้าว เพื่อให้นางยอมรับฉือฮั่วได้
ฉือฮั่วเอ๊ย ช่างมีความสามารถไม่น้อยเลยนะ! เพื่อแทรกซึมเข้าไปในจวนโหว ถึงกับดึงฮ่องเต้ออกมาใช้
อู่ซื่อเซียวอุทานอย่างตกตะลึง “หา? ท่านราชครูคืออาจารย์ฉือฮั่วหรือ? พระเถระใหญ่ที่ท่านแม่จัดให้เป็นเป้าหมายเฝ้าระวังเป็นพิเศษคนนั้นน่ะหรือ?”
แน่นอนว่าฮ่องเต้ทรงทราบว่าฉีหลินระแวดระวังฉือฮั่วราวกับโจร จึงทรงรีบอธิบายเรื่องราวให้กระจ่าง
“เดิมทีเราให้ท่านอาจารย์ฉือฮั่วลอบเข้าไปในจวนอู่อันโหวของเจ้า หาโอกาสรับซื่อเซียวเป็นศิษย์อย่างแนบเนียน เช่นนี้ก็ไม่ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของท่าน
ใครจะรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะระแวดระวังถึงเพียงนี้ ราชครูพลาดติดต่อกันถึงสองครั้ง เราจึงจำต้องจัดการอย่างเปิดเผย ตัวตนของท่านอาจารย์ฉือฮั่วเป็นความลับของราชสำนักต้าหยง ขอฮูหยินผู้เฒ่าออกจากวังไปแล้ว อย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้กับผู้ใดอีก”
“หม่อมฉัน (กระหม่อม) น้อมรับพระบัญชา มิกล้าแพร่งพรายแม้แต่น้อย”
ฉีหลินจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร อีกประเดี๋ยวนางยังต้องไปทะเลาะกับเซวียนผิงโหว เพื่อทวงความเป็นธรรมจากฮ่องเต้อยู่ อีกอย่าง ต่อให้นางไม่เห็นด้วยแล้วจะมีประโยชน์อันใด นั่นคือพระบัญชา!
ฉือฮั่วกลอกตามองฉีหลิน ฉีหลินก็ตอบกลับด้วยการกลอกตา ทั้งสองจึงกลอกตาใส่กันต่อหน้าฮ่องเต้
ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรภาพนั้นแล้วลอบถอนพระทัย เสด็จอาของพระองค์คงต้องลำบากเสียแล้ว เห็นชัดว่าฮูหยินผู้เฒ่าอู่ไม่ชอบพระองค์ รอดูกันเถิด เรื่องวุ่นวายยังมีให้ตามมาอีกมาก
ฉือฮั่วไม่สนใจฉีหลินอีก เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่ขันทีเพิ่งยกมาตั้งให้ด้วยท่วงท่าสง่างามอย่างผู้มีอำนาจ แล้วถามอู่ซื่อเซียวอย่างเกียจคร้าน “หลังออกจากสำนักศึกษาหลวง เจ้าได้อ่านหนังสือที่บ้านบ้างหรือไม่ อ่านเล่มใด?”
