ยามฉีหลินก้าวเข้าโรงน้ำชาที่อยู่ตรงข้ามเยื้องไปจากหอหล่านเยว่ แม่เล้าเฒ่าแม่นางสวีก็รอคอยมานานแล้ว
นางรีบก้าวเข้ามาต้อนรับ ใบหน้าแต้มรอยยิ้มประจบสอพลอ ทว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นกลับซ่อนความกระวนกระวายที่ยากจะสังเกตเห็นเอาไว้
ฮูหยินผู้เฒ่าจวนอู่อันโหวผู้นี้มีฐานะสูงส่ง คำรับปากที่เอ่ยขึ้นลอย ๆ ในวันนั้น เดิมทีนางไม่กล้าหวังว่าจะเป็นจริง ยิ่งไม่กล้าเร่งรัดทวงถาม แต่บทเพลงของฮูหยินผู้เฒ่าไพเราะและแปลกใหม่ยิ่งนัก นางจึงรวบรวมความกล้าลองเสี่ยงดูสักครั้ง
“ขอให้ฮูหยินผู้เฒ่าปลอดภัยสุขสันต์ ท่านอุตส่าห์สละเวลามาที่นี่ ช่างเป็น...”
“เถ้าแก่สวี ไม่ต้องเกรงใจ”
ฉีหลินยกมือห้ามคำทักทายของนาง ก่อนนั่งลงบนที่นั่งประธานอย่างไม่รีรอ สายตากวาดมองกาน้ำชาที่ชงไว้แล้วบนโต๊ะ แต่ไม่ได้แตะต้อง
นางมีเวลาไม่มาก และไม่ได้คิดจะดื่มด่ำกับรสชา
“รับปากสิ่งใดไว้ก็ต้องทำตามนั้น เมื่อรับปากแล้ว ย่อมต้องทำให้สำเร็จ เดิมทีเป็นข้าที่ค้างคำสัญญาของเจ้าไว้ก่อน ไม่มีเหตุผลที่จะใช้อำนาจฐานะสูงต่ำกลั่นแกล้งผู้อื่น”
นางไม่ดื่มชาและไม่เสียเวลาอีก เอ่ยตรง ๆ ว่า “ไปกันเถิด เถ้าแก่สวี พาข้าไปหอหล่านเยว่ ข้าจะสอนบทเพลงให้พวกเจ้า วันนี้ข้าอยู่ได้มากที่สุดเพียงชั่วยามครึ่ง”
แม่นางสวีคลุกคลีอยู่ในสถานเริงรมย์มาครึ่งค่อนชีวิต พบเห็นท่าทีของเหล่าผู้มีอำนาจมามาก ทั้งเสแสร้ง ทั้งวางตนสูงส่ง หรือเห็นพวกนางเป็นเพียงมดปลวก ท่าทีของฉีหลินที่ไม่วางอำนาจ ไม่อ้อมค้อม และรักษาคำพูดเช่นนี้ นับว่าพบเห็นได้ยากยิ่ง
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางจริงใจขึ้นมาก เอวก็โค้งต่ำลงโดยไม่รู้ตัว “เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าช่างตรงไปตรงมา เชิญตามบ่าวมาเจ้าค่ะ”
พวกนางยังคงเข้าหอหล่านเยว่ทางประตูหลังบานเล็กที่ไม่สะดุดตาบานเดิม เดินผ่านระเบียงเงียบสงบหลายสาย ก่อนมาถึงห้องกว้างแห่งหนึ่ง
