สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าอู่ซื่อเซียวรู้สึกคับข้องใจเพียงใด เพิ่งจะมีความคิดตั้งใจเล่าเรียนให้ดี กำลังเตรียมตัวทุ่มเทสุดกำลัง ใครจะรู้ว่าเพิ่งผ่านไปครึ่งวัน เขาก็ถูกสำนักศึกษาหลวงไล่ออกเสียแล้ว หรือแม้แต่สวรรค์ก็ไม่อยากข้องเกี่ยวกับเขาแล้ว?
คำตำหนิและบทลงโทษที่คาดคิดไว้กลับมิได้มาถึง
ฉีหลินมองท่าทางหวาดผวาราวนกตกใจของเขา ในดวงตาไม่มีโทสะแม้แต่น้อย ทั้งไม่มีแววตำหนิ เพียงถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวอย่างมั่นใจว่า “แม่เดาไว้แล้วว่าผลคงออกมาเป็นเช่นนี้”
อู่ซื่อเซียวเบิกตาขึ้นทันใด มองฉีหลินอย่างไม่อยากเชื่อ ดวงตาแดงก่ำ ขนตายังมีหยาดน้ำตาที่ยังไม่ร่วงหล่นเกาะอยู่
“ท่านแม่ ท่าน...ท่านไม่โกรธหรือขอรับ? ลูกถูกไล่ออก ทำให้จวนโหวต้องอับอาย ท่านไม่เฆี่ยนตีลูกหรือ?”
ฉีหลินกลอกตาใส่เขา คำปลอบโยนเมื่อผ่านน้ำเสียงและถ้อยคำอันเป็นเอกลักษณ์ของนาง กลับฟังไม่เหมือนคำปลอบอยู่แม้แต่น้อย
“โกรธไปแล้วมีประโยชน์อันใด? ด่าหรือตีเจ้าแล้วสำนักศึกษาหลวงจะรับเจ้ากลับไปหรือ? ไม่ได้หรอก อีกอย่าง หากเป็นข้า ข้าก็ไล่เจ้าออกเหมือนกัน
บิดาเพิ่งถึงแก่กรรม ยังไม่พ้นกำหนดไว้ทุกข์ เจ้ากลับหนีเรียนไปเที่ยวหอนางโลม ดื่มสุราหาความสำราญ ไม่ใส่ใจธรรมเนียม ไม่สนใจกฎของสำนักศึกษาหลวง ประพฤติตัวเช่นนี้ ต่อให้เป็นอาจารย์คนใดในสำนักศึกษาหลวงก็ไม่มีทางยอมรับเจ้า
มิใช่ผู้อื่นจงใจปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม แต่เป็นเจ้าที่ทำผิดเอง ย่อมต้องรับผลที่ตามมา”
อู่ซื่อเซียวมองฉีหลินอย่างเหม่อลอย อ้าปากคล้ายอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใด ความน้อยใจทำให้ปากเบะ น้ำตาแทบไหล ฉีหลินเห็นดังนั้นจึงตบไหล่เขาอย่างแรงหนึ่งที น้ำเสียงอ่อนโยนลงเล็กน้อย แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ร้องไห้ไปมีประโยชน์อันใด กลั้นไว้เสีย ถูกไล่ออกก็ไล่ออก เรื่องใหญ่โตอะไรนักหนา ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ และไม่ต้องโทษตัวเองจนเกินไป
