หลังหน่วยพิทักษ์ธงชาติผ่านไป ขบวนป้ายคำขวัญก็ตามมา
ชายฉกรรจ์ 12 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 4 คน ช่วยกันหามคานไม้เนื้อแข็งที่หนาราวท่อนแขนคน คานแต่ละอันมิได้มีป้ายธรรมดาแขวนอยู่ หากแต่เป็นอักษรไม้แกะสลักขนาดมหึมา ตั้งเป็นตัวนูนแยกกันทีละตัว
ป้ายของกลุ่มแรกปรากฏแก่สายตาก่อนใคร — “เยาวชนเข้มแข็ง แคว้นย่อมเข้มแข็ง”
อักษรทั้งหกตัวนี้ฮ่องเต้ทรงพระอักษรด้วยพระองค์เอง ทุกเส้นแฝงคมกริบ หนักแน่นประหนึ่งขวานฟันภูผา โดยเฉพาะตัวอักษรคำว่า “แคว้น” ซึ่งตั้งตระหง่านราวค้ำฟ้าจรดดิน
แต่ละตัวมีขนาดกว้างยาวสี่ฉื่อ มองจากด้านหน้าจะเห็นเป็นสีทองทั้งตัว ครั้นมองจากด้านข้างจึงเห็นขอบสีแดงที่วาดล้อมรอบไว้ ท่ามกลางแสงอรุณ สีทองตัดแดงโดดเด่นสะดุดตายิ่ง
ผู้ที่เคยร่ำเรียนหนังสืออธิบายให้ชาวบ้านรอบข้างฟังว่า “บนนั้นเขียนว่า ‘เยาวชนเข้มแข็ง แคว้นย่อมเข้มแข็ง’ หมายถึงคนหนุ่มสาวหมั่นพากเพียรและฝึกฝนความสามารถให้แก่กล้า แคว้นจึงมีรากฐานมั่นคง อนาคตย่อมรุ่งเรืองเข้มแข็ง”
ชาวบ้านริมทางแหงนหน้ามอง ต่างรู้สึกได้ถึงความองอาจและความหวังที่แผ่ออกมาจากตัวอักษรเหล่านั้น ราวกับไม่มีผู้ใดอาจโต้แย้งได้
กลุ่มที่สองตามมาในทันใด ลายเส้นพลันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ป้ายแผ่นนี้เขียนไว้ว่า “ให้การศึกษาโดยไม่แบ่งชั้น วาดหวังใต้หล้าเป็นหนึ่งเดียว”
ลายมือบนป้ายนี้เป็นของไท่ฟู่จ้าว เขียนด้วยอักษรกึ่งหวัดกึ่งบรรจง เส้นพู่กันต่อเนื่อง สีหมึกชุ่มฉ่ำ ตัวอักษรสีแดงขลิบขอบทอง
เล่ากันว่าผู้เฒ่าฝึกเขียนเพื่อป้ายแผ่นนี้จนพู่กันสึกไปถึงสามด้าม