ชาวนาชราขยับเข้าไปใกล้ หรี่ตามองก้อนน้อยสีชมพูอย่างละเอียด ทั้งตัวไร้ขน ใบหูยังไม่ตั้ง หางก็สั้นจ้อย เขามองอยู่นาน ก่อนส่ายหน้าแล้วกล่าวอย่างไม่แน่ใจว่า
“ฮูหยินผู้เฒ่า นี่...ลูกสัตว์แรกเกิดยังดูรูปร่างหน้าตาไม่ออก ยากจะบอกจริง ๆ
ดูจากเค้าโครงอุ้งเท้ากับหัวน้อย ๆ นี้ อาจเป็นลูกกระรอกกระมัง? แต่ฤดูกาลนี้ก็ดูไม่ค่อยถูกนัก
พังพอนคอเหลืองชอบคุ้ยโพรงไม้ไปเอารังนกหรือรังสัตว์ตัวเล็ก ๆ บางครั้งไม่ว่าข้างในเดิมจะเป็นอะไร พอถูกพังพอนคาบออกมาแล้ว เกรงว่าจะกลับรังเดิมไม่ได้อีก”
ลูกกระรอกหรือ?
ฉีหลินมองสิ่งมีชีวิตตัวน้อยบนฝ่ามือ ความคิดที่ว่า ‘ท่านผู้พิทักษ์ขุนเขาประทานมาให้’ ยิ่งแน่วแน่ขึ้น
นางอธิษฐานขอความสงบสุขให้แว่นแคว้น ประชาราษฎร์ และลูกหลาน สิ่งมีชีวิตตัวน้อยนี้ก็ปรากฏจากฟากฟ้า ตกลงบนฝ่ามือนางอย่างประจวบเหมาะ
บางทีนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้ ‘บ้านเมืองสงบสุข’ และ ‘เปี่ยมสุขไร้กังวล’ กลายเป็นจริง หรือบางทีความปรารถนาของนางอาจปรากฏเป็นรูปธรรมผ่านเจ้าตัวน้อยนี้ หรือไม่ก็เป็นบททดสอบจากท่านผู้พิทักษ์ขุนเขา
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ถือเป็นวาสนาระหว่างมันกับข้าและต้นไม้ต้นนี้” ฉีหลินประคองลูกสัตว์ไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง ใช้ไออุ่นจากร่างกายให้ความอบอุ่นแก่เจ้าตัวน้อย “รบกวนท่านผู้เฒ่าชี้แนะ ลูกสัตว์เช่นนี้ควรให้อะไรกินหรือ?”
ชาวนาชราลูบศีรษะ “หากเป็นลูกกระรอก เกรงว่าต้องป้อนนมแพะหรือน้ำข้าวเจือจาง ใช้สำลีสะอาดหรือหลอดเล็ก ๆ ป้อนอย่างระมัดระวัง ทั้งยังต้องให้ความอบอุ่นอยู่เสมอ เลี้ยงยากยิ่งนัก”
ฉีหลินพยักหน้า ในใจก็เริ่มคิดแล้วว่าเมื่อกลับจวนจะจัดการดูแลเจ้าตัวน้อยนี้อย่างไร
นางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองเรือนยอดไม้สูงเสียดฟ้า ท่ามกลางกิ่งใบ ผ้าแดงผืนใหม่ของนางพลิ้วไหวเคียงกับคำอธิษฐานของผู้คนรุ่นก่อนนับไม่ถ้วน
