ที่แท้บทเพลงนี้แพร่หลายมาตั้งแต่ยุคนี้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อดูจากความชำนาญในการวางนิ้วของอู่ซูเฉินและความเข้าใจต่อโครงสร้างบทเพลงแล้ว เห็นได้ชัดว่านี่เป็นบทเพลงคลาสสิกที่สืบทอดกันมาอย่างเป็นระบบ มีแบบแผนทำนองตายตัว มิใช่สิ่งที่เด็กหญิงวัยสิบเอ็ดปีอย่างนางจะคิดแต่งขึ้นมาได้ในทันที
ทว่าในชั่วขณะถัดมา ความฉงนของฉีหลินกลับแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจอีกแบบหนึ่ง
ทำนองก็เป็นทำนองเดิมแท้ ๆ แต่เหตุใดอารมณ์ของเพลงจึงต่างจากในความทรงจำของนาง?
อู่ซูเฉินบรรเลงช้ามาก ช้าอย่างยิ่ง
เสียงแต่ละนิ้วที่ดีดสลับกันถูกยืดยาวออกไป การเอื้อนและสะบัดสายอ่อนละมุนเป็นพิเศษ ปลายเสียงของทุกวรรคทอดยาวด้วยแว่วสะท้านพร่า คล้ายมีถ้อยคำมากมายติดค้างอยู่ในใจ
ท่วงทำนองนั้นเผยความเปลี่ยวเหงาอันถูกกักขังไว้ในเรือนลึก มองไม่เห็นปลายทาง ทั้งยังแฝงความโศกเศร้าเมื่อลอบมองตนเองในคันฉ่อง คร่ำครวญว่าวัยเยาว์ต้องสูญเปล่า
กระทั่งยังมีแววอาวรณ์ในวัยผลิบานซึ่งถูกขนบจารีตกดทับ จึงทำได้เพียงฝากไว้กับสายพิณอย่างเลือนราง
เด็กหญิงวัยสิบเอ็ดปีที่เติบโตมาในจวนอู่อันโหว ได้รับการทะนุถนอมราวกับแก้วตาดวงใจ ทั้งยังสวมอาภรณ์แพรพรรณ กินดีอยู่ดี ไร้เดียงสาสดใส แล้วนางจะบรรเลงเสียงเศร้าของหญิงช้ำรักในเรือนลึกเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร?
ฉีหลินทอดสายตามองใบหน้าด้านข้างของหลานสาวที่ยังเยาว์วัย ทว่าพยายามแสดงสีหน้าโศกเศร้าอาดูร ในใจก็พลันกระจ่างขึ้นมา
มิใช่นางบรรเลงอารมณ์เช่นนี้ออกมาเอง หากแต่ผู้สอนเพลงนี้ถ่ายทอด “แบบแผน” การบรรเลงทั้งหมดให้แก่นาง ทั้งความเร็ว น้ำหนักมือ วิธีประดับเสียง ตลอดจนรสนิยมสุนทรียะแบบ “โศกสตรีในห้องหอ”
ในยามนั้นเอง เสียงสุดท้ายจากนิ้วของอู่ซูเฉินค่อย ๆ เลือนหายไปในอากาศ นางเงยหน้าขึ้น มองท่านย่าด้วยแววตาคาดหวังปนประหม่า “ท่านย่า หลานบรรเลงถูกต้องหรือไม่?”
