ฉีหลินย่อตัวลง สบตากับอวี้เฉินตัวน้อยที่นั่งอยู่บนเตียง ก่อนจะกุมมือเล็กเย็นเฉียบของเด็กน้อยไว้อย่างแผ่วเบา น้ำเสียงอ่อนโยนและหนักแน่น
“อวี้เฉิน มีบางเรื่องที่ท่านย่าต้องบอกเจ้าด้วยปากของตนเอง บิดามารดาของเจ้าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สละชีพเพื่อแคว้นต้าหยง”
ร่างเล็กของเด็กน้อยสั่นสะท้าน มือที่กำภาพวาดแน่นขึ้นกว่าเดิม น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลรินลงมาอย่างเงียบงัน
ฉีหลินเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาราวกับทอดผ่านระเบียงทางเดินซ้อนทับกันหลายชั้น มุ่งไปยังดินแดนหนานเจียงที่อยู่ห่างออกไปนับพันลี้ น้ำเสียงเจือความเคารพอันลึกล้ำจนยากจะจางหาย ทั้งยังเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ
“บิดาของเจ้า อู่ซื่อเทา เป็นแม่ทัพเหล็กผู้ยืนหยัดค้ำฟ้าจุนแผ่นดิน
เขาห้ำหั่นศัตรูด้วยเลือดเนื้อในดินแดนหนานเจียง ใช้ร่างกายปกป้องผืนแผ่นดินต้าหยงของเราให้สงบสุข คุ้มครองราษฎรที่อยู่เบื้องหลังให้ปลอดภัย ความห้าวหาญในสนามรบของเขานั้น ไม่มีผู้ใดเทียบได้
ส่วนมารดาของเจ้า ไป๋หลี่จิงเยี่ยน ยิ่งเป็นสตรีผู้เลิศล้ำที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า
ด้านบุ๋น นางแต่งกลอนได้ในสิบก้าว ความสามารถทำให้ผู้คนทั้งสี่ทิศตื่นตะลึง ด้านบู๊ นางขึ้นสายธนูยิงเหยี่ยวตัวใหญ่ได้ ฝีมือไม่ด้อยกว่าบุรุษ
นางเป็นวีรสตรีที่สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับสามีออกรบได้ ลองถามสตรีทั่วหล้าเถิดว่า จะมีผู้ใดเทียบเท่านางได้?
หากฮูหยินสามแห่งตระกูลอู่อย่างข้ากล่าวว่าตนเป็นที่สอง จะมีผู้ใดกล้าอ้างตนเป็นที่หนึ่ง?!”
ฉีหลินหยุดเว้นครู่หนึ่ง ปลายนิ้วออกแรงเบา ๆ ให้อวี้เฉินตัวน้อยสัมผัสได้ถึงพลังของนาง ก่อนสบกับดวงตาที่เอ่อล้นด้วยน้ำตาคู่นั้น แล้วเอ่ยทีละคำอย่างชัดเจนและหนักแน่น
“ที่พวกเราเสียใจ ก็เพราะพวกเขาเป็นญาติสนิท เป็นคนที่รักและทะนุถนอมพวกเรามากที่สุดในโลกนี้
แต่สิ่งที่สมควรยิ่งกว่าคือความภาคภูมิใจ เพราะพวกเขาสู้เพื่อแผ่นดิน สละชีพเพื่อราษฎรทั่วหล้า ควรค่าแก่การได้รับความเคารพจากผู้คนไปชั่วหมื่นชั่วแสนปี และควรค่าแก่ความภาคภูมิใจของพวกเราไปชั่วชีวิต”
