วันนี้เป็นวันชุมนุมวรรณศิลป์ระหว่างเหล่าบัณฑิตเป่ยเหลียงกับสำนักศึกษาหลวง
ฉีหลินได้หารือกับผู้ดูแลสำนักศึกษาและอาจารย์ฝ่ายปกครองไว้เรียบร้อยแล้ว จึงเลือกพาเด็ก ๆ มาเยี่ยมชมสถานศักดิ์สิทธิ์ในใจของเหล่าบัณฑิตทั่วหล้าก่อนเริ่มชุมนุมวรรณศิลป์หนึ่งชั่วยาม
ผู้รับหน้าที่ต้อนรับคือบัณฑิตผู้หนึ่ง แซ่โจว อายุราวห้าสิบปี อุปนิสัยอ่อนโยน
เมื่อแรกพบเด็กเล็กกลุ่มนี้ที่แต่งกายเรียบร้อยแปลกตา บัณฑิตโจวก็ประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแววตาจะเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
เขาชะลอฝีเท้า แล้วใช้ถ้อยคำเรียบง่ายที่สุดอธิบายที่มาของสระป้านฉือแห่ง “ปี้หยง” ระเบียบของหออี้หลุน และความกว้างใหญ่ไพศาลของหอเก็บตำรา...
เด็ก ๆ ตั้งใจฟังเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพบเรื่องที่ไม่เข้าใจก็จะกระซิบถามด้วยเสียงเล็กเสียงน้อย แม้คำถามมักไร้เดียงสา ทว่ากลับตรงประเด็นยิ่งนัก
“ท่านปู่บัณฑิต เหตุใดเรือนจึงต้องสร้างบันไดสูงเพียงนี้หรือ?”
“เพราะการเล่าเรียนต้องก้าวหน้าขึ้นไปทีละขั้นอย่างไรเล่า!”
“เช่นนั้นพวกเราขึ้นมาถึงตรงนี้แล้ว นับว่าก้าวหน้าขึ้นหรือยัง?”
คำถามนั้นทำให้บัณฑิตโจวอดหัวเราะไม่ได้ ยิ่งรู้สึกชอบเด็กน้อยแสนฉลาดกลุ่มนี้
ขบวนเคลื่อนไปตามทางหินที่กวาดทำความสะอาดไว้ เด็ก ๆ แม้จะอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกสิ่ง แต่ก็จดจำกฎของ “ห้องเรียนเคลื่อนที่” ได้ขึ้นใจว่า ห้ามทิ้งแถว ห้ามส่งเสียงดัง และห้ามแตะต้องสิ่งของตามใจชอบ
ท่าทางตั้งใจพยายามทำตัว “เหมือนผู้ใหญ่” ของพวกเขาช่างแตกต่างกับส่วนสูงอย่างน่าประหลาดและน่าเอ็นดูยิ่งนัก ยิ่งสวมเสื้อผ้านุ่มฟูอบอุ่น ก็ยิ่งทำให้ผู้คนของสำนักศึกษาหลวงที่พบเห็นตลอดทางอดหยุดยิ้ม แล้วมองตามจนขบวนเดินผ่านไปไม่ได้
เมื่อเดินมาถึงมุมระเบียงแห่งหนึ่งและกำลังจะมุ่งหน้าไปยังป่าศิลาจารึก พลันมีนักศึกษาของสำนักศึกษาหลวงเจ็ดแปดคนกรูกันออกมาจากทางแยกด้านข้าง
พวกเขาส่วนใหญ่อายุสิบเจ็ดสิบแปดปี สวมเสื้อคลุมสีครามและผ้าโพกศีรษะ พอดิบพอดีกับวัยที่เปี่ยมด้วยความฮึกเหิม ครั้นเห็นเด็กน้อยแก้มยุ้ยกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในสำนักศึกษาอันเคร่งขรึม ก็พากันชะงักงัน
