ฉีหลินเห็นฉือฮั่วนั่งอยู่บนม้านั่งหิน จึงเร่งเดินเข้าไปคำนับอย่างนอบน้อม “ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์มาถึงตั้งแต่เมื่อใด ข้าเสียมารยาทแล้ว”
“เอาละ ไม่ต้องพูดจาไร้สาระ ตกลงกันก่อนว่าอู่ซื่อเซียวจะสอนอย่างไร ข้าจะสอนอย่างไรก็อย่ามายุ่ง จะสอนได้นานเพียงใดก็แล้วแต่บุญวาสนาของเขา ค่าใช้จ่ายของข้าก็ไม่ต้องใส่ใจ เจ้าเพียงหาที่พักให้ข้าสักแห่งในเรือนด้านหน้า แล้วอย่าให้สุราในห้องขาดก็พอ”
ผู้มีความสามารถย่อมมีอารมณ์ร้ายอยู่บ้าง ฉีหลินหาได้ขุ่นเคืองไม่ นางรับปากทุกข้อ “ข้าจะทำตามที่ท่านอาจารย์สั่ง”
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าสร้างสวนอะไรไว้หรือ? ข้าจะไปด้วย”
“นับเป็นเรื่องดียิ่งเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์จะได้ช่วยชี้แนะสักหน่อย”
ฉีหลินเอ่ยกับฉือฮั่วอย่างถ่อมตน ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับเป็นการกลอกตาขาวใส่ นางจะทนได้อย่างไร? จึงกลอกตากลับไปทันที
แต่ทำอยู่ในใจเท่านั้น ไม่กล้าแสดงออกทางสีหน้า
หน้าประตูสวนผลน้ำเต้า ฉีหลินนำเด็ก ๆ ในตระกูลมาเป็นขบวน ทั้งยังมีไป๋หลี่กวนซานกับไป๋หลี่ทิงชวนที่ตามมาเล่นด้วย
ฉือฮั่วพระเถระร่างใหญ่รวบแขนเสื้อ เดินเอื่อย ๆ รั้งท้าย สีหน้าแสดงชัดว่า “อาตมาจะดูเสียหน่อยว่าเจ้าคิดทำเรื่องพิเรนทร์อะไร”
เมื่อผลักประตูจันทร์บานใหม่เอี่ยมเข้าไป ทิวทัศน์ตรงหน้าก็พลันเปิดกว้าง
บนกำแพงบังตาตรงหน้า สลักอักษรนูนกลมป้อมน่ารักสามตัวไว้ว่า “สวนผลน้ำเต้า” รอบตัวอักษรมีเถาน้ำเต้าเลื้อยพันกันอย่างเป็นระเบียบ ห้อยผลน้ำเต้าหลากสีเรียงกันอยู่เจ็ดลูก
“ว้าว! น้ำเต้าของพวกเรา!” เด็ก ๆ ร้องอุทานพร้อมกัน แม้แต่อู่เจิ้งเฉินผู้สุขุมที่สุดยังเบิกตากว้าง
“ที่นี่คือโรงเรียนเด็กเล็กของจวนอู่อันโหว ให้พวกเจ้าใช้เท่านั้น” ฉีหลินกล่าวยิ้ม ๆ พลางก้าวเข้าไปในลานเป็นคนแรก
