ยามนี้ เขายืนฟังอยู่หลังหน้าต่างบานเกล็ดที่เปิดกว้าง ได้ยินบทคล้องจองประหลาด ๆ ของฉีหลิน ทั้งยังเห็นเด็ก ๆ ตั้งใจทำท่าตาม คิ้วจึงขมวดเข้าหากันตามความเคยชิน
นี่สอนอะไรกัน? สอนร้องเพลงกล่อมเด็กหรือ?
เดิมทีเขาคิดจะหมุนกายจากไป ทว่าฝีเท้ากลับชะงักลง เมื่อเห็นฉีหลินใช้สิ่งที่นางเรียกว่า “ตัวเลข” เขียน “10” ตัวใหญ่ลงบนกระดานดำด้วยเส้นเพียงไม่กี่ขีด
จากนั้นก็ถามว่า “ใช้ไม้ท่อนเล็กหนึ่งท่อนต้อนหมูหนึ่งตัว ไม้สิบท่อนจะต้อนหมูได้กี่ตัว?”
“สิบตัว!” เด็ก ๆ ตอบพร้อมกันเป็นเสียงเดียว
“แล้วหมูสิบตัว ใช้เพื่อนใหม่ของพวกเราเขียนอย่างไร?”
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง อู่เจิ้งเฉินก็ยกมือขึ้นอย่างลังเล “คือ...เขียนเลข 1 แล้วเติมเลข 0 ไว้ข้าง ๆ หรือขอรับ?”
“ถูกต้อง!”
ฉีหลินกล่าวชมอย่างไม่หวงคำ “เจิ้งเอ๋อร์ฉลาดยิ่งนัก! เลข ‘0’ นี้มีรูปร่างเหมือนไข่ไก่ หมายถึง ‘ไม่มี’ แต่หากวางไว้หลังตัวเลขอื่น ก็จะทำให้จำนวนนั้นเพิ่มขึ้นสิบเท่า ร้อยเท่า วิเศษหรือไม่?”
ฉือฮั่วที่อยู่นอกหน้าต่างฟังแล้วชะงักงัน ครั้นเพ่งมองอักษรบนกระดานดำที่สอดคล้องกับตัวเลขเหล่านั้นอีกครั้ง นิ้วที่กำลังคลึงลูกประคำของพระมหาเถระก็ช้าลง
วิชาคำนวณนี้สอนสนุกไม่น้อย
ฉือฮั่วพลันหันกายไปเอ่ยเสียงเบากับอาซวิ๋น บ่าวหนุ่มที่ยืนปรนนิบัติอยู่ใต้ระเบียง “ไปเรียกซื่อจื่อของพวกเจ้ามาที่นี่”
ไม่นานนัก อู่ซื่อเซียวก็มาเยือนด้วยสีหน้าราวกับมีความทุกข์ใหญ่หลวง มือยังจับพู่กันคัดตำราไว้แน่น ปลายแขนเสื้อเปื้อนหมึก เห็นได้ชัดว่าคัดจนเวียนหัวตาลาย
“อาจารย์ ท่านเรียกข้าหรือ? ศิษย์มิได้เกียจคร้าน กำลังคัดตำราอยู่...”
