อู่ซื่อเซียวหดคอลง เขาจะมีเหตุผลอะไรมาแก้ตัวเล่า บัดนี้เขาเองก็เสียใจยิ่งนัก ทั้งยังกังวลว่าร่างกายของมารดาจะได้รับผลกระทบเพราะโทสะของเขา จึงรีบยอมรับผิด
“ท่านแม่ ลูกผิดไปแล้ว ลูกสำนึกผิดจริง ๆ
วันนี้พวกเขาหลายคนบอกว่า ท่านแม่ลงโทษพวกเราได้ถูกต้องแล้ว พวกเรายังเยาว์วัยเกินไป ไม่ควรเข้าไปคลุกคลีในสถานเริงรมย์เร็วเกินควร แต่บทเพลงที่สั่งไว้เมื่อวานยังฟังไม่จบ ช่างน่าเสียดายอยู่บ้าง พวกเราก็ใคร่รู้ว่าเพลงในหอคณิกาไพเราะเพียงใด
พวกเราคิดว่าไปสักครั้งเพื่อคลายข้อสงสัย จากนี้ไปจะไม่ไปอีกแล้ว
ลูกยังคิดอีกว่า วันนี้พวกท่านไปวัดเป้าหมินกันพอดี จึงฉวยโอกาสยามท่านไม่อยู่บ้านแอบไปเที่ยวสักครั้ง พอเลิกเรียนพวกเราก็แยกย้ายกัน ท่านย่อมไม่รู้
อีกอย่าง เมื่อวานลูกเพิ่งถูกลงโทษ ตามปกติท่านคงคิดว่าลูกจะสงบเสงี่ยมอยู่หลายวัน หากจะก่อเรื่องก็คงต้องรออีกสักพัก ท่านย่อมคาดไม่ถึงว่าวันนี้ลูกจะไปอีก
ท่านแม่ ลูกผิดไปแล้ว อย่าได้โกรธอีกเลย คราวนี้ลูกจะปรับปรุงตัวเป็นแน่”
ไม่รู้ควรตำหนิเขาว่าโง่เขลา หรือชมว่าเฉลียวฉลาดดี ครั้นโกรธจนถึงขีดสุด ฉีหลินกลับหัวเราะออกมา
“หึ ๆ เมื่อวานเจ้าก็บอกว่าผิดแล้ว ทั้งยังบอกว่าจะปรับปรุงตัว คำพูดของซื่อจื่ออู่เชื่อถือไม่ได้เลย เช่นนั้นเจ้าคิดว่าเรื่องไปหอคณิกานี้ควรโทษผู้ใด?”
“ต้องโทษสหายเหล่านั้น พวกเขายุยงลูก”
“อ้อ? ที่แท้พวกเขามัดเจ้าไปสินะ หากไม่ไป พวกเขาจะฆ่าเจ้าหรือแล่เนื้อเจ้า?”
อู่ซื่อเซียวถึงกับพูดไม่ออก ไม่มีคำใดโต้ตอบ
“เจ้าอยากไปเองใช่หรือไม่ ซื่อจื่ออู่!”
ขณะนั้นพ่อบ้านหูวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา ก่อนรายงานอย่างนอบน้อมว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า คุณชายและคุณหนูทั้งหลายมาถึงแล้วขอรับ”
ฉีหลินชี้ไปทางขวามือของตน “ไปยืนฟังอยู่ด้านข้าง”
อู่ยี้เฉิน เจ้าสามตัวน้อย วิ่งตะบึงมาจากด้านข้างเป็นคนแรก เมื่อเห็นบรรยากาศไม่ชอบมาพากลก็รีบหยุด เกาหัวแกรก ๆ พลางหัวเราะแห้ง ๆ อย่างซื่อบื้อ ก่อนขยับไปยืนข้างท่านย่าอย่างว่าง่าย
