สามฉื่อหนึ่งชุ่นครึ่ง!
ผอมลงจากคราวก่อนแค่หนึ่งชุ่น! แค่นี้เรียกว่าผอมลงหรือ? กินอิ่ม ๆ วัดได้สามฉื่อสองชุ่นครึ่ง พอถ่ายออกมาก็อาจเหลือสามฉื่อหนึ่งชุ่นครึ่งแล้ว!
ฉีหลินเดือดดาล นี่ก็เกือบสองเดือนแล้ว ฉันลดน้ำหนักไปก็เสียแรงเปล่าหรือไง?!
เพียะ!
นางโยนสายวัดเอวไปไกล มือเท้าเอวด่ากราดโดยไม่รู้ว่ากำลังด่าใคร “นี่มันอะไรกัน? ไม่ผอมลงสักนิดเลย! อะไรกันเนี่ย!”
เห็นอู่ยวี่เฉินโยนริบบิ้นในมือออกไป จากนั้นก็เท้าเอวอย่างขุ่นเคือง ดวงตากลมโตจ้องมองริบบิ้นที่ลอยออกไป แล้วเลียนแบบท่าทางของฉีหลินได้เหมือนเปี๊ยบ
“พรืด!”
ฉีหลินกลั้นหัวเราะไม่อยู่ อุ้มหลานสาวตัวน้อยขึ้นมาแล้วถามว่า “ย่าทำแบบนี้ทุกวันหรือ? เสี่ยวชีของย่าเลียนแบบเป็นแล้ว”
อู่ยวี่เฉินพยักหน้าหงึก ๆ ยิ้มตาหยี ประคองใบหน้าฉีหลินแล้วจุ๊บไปหนึ่งที ปลอบให้นางหายโกรธ
ช่างเถิด ช่างเถิด ขึ้นเตียงนอนดีกว่า!
ฉีหลินในต้าหยงนี่มีร่างกายแบบไหนกันแน่? ทำไมลดน้ำหนักแล้วตัวเลขบนตาชั่งไม่ลดสักที? ออกกำลังกายไม่พอหรือกินอิ่มเกินไป?
เอาเถอะ ไว้วันหลังค่อยคิด เบื่อจะตายอยู่แล้ว
พรุ่งนี้ยังต้องไปบ้านนายกองคนหนึ่ง วาดภาพให้พวกเขา รับปากเขาไว้นานแล้ว ทั้งนัดวันกันไว้ จะผิดนัดก็ไม่ดี
ระหว่างมื้อค่ำ อู่ซื่ออิงเอ่ยกับนางว่าอยากเรียนวิชาวาดภาพหมึกสีน้ำแบบนี้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงานของนาง หากเรียนสำเร็จ วันหน้าฉีหลินก็ไม่ต้องออกไปเอง
ฉีหลินยินดีเป็นอย่างยิ่ง อนุภรรยาคนนี้รู้ความจริง ๆ รู้ความเสียจนชวนให้คนปวดใจ ยิ่งทำให้อยากดีกับนางให้มากขึ้นอีก
แต่ถึงอย่างนั้น นางกำลังตั้งครรภ์ แถมยังเป็นฝาแฝด ฉีหลินจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ เรียกหมอประจำจวนมาซักถามอาการของนางอย่างละเอียด
หมอประจำจวนกล่าวว่าอาการแพ้ท้องทุเลาลงมากแล้วเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ครรภ์ก็มั่นคงดี การอ่านหนังสือหรือวาดภาพซึ่งไม่เปลืองเรี่ยวแรง กลับเป็นผลดีต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ขอเพียงไม่นั่งนานเกินไปก็ไม่มีปัญหา
