เรื่องงานกีฬาสีเพิ่งจัดการลงตัว กำลังจะได้ถอนหายใจโล่งอก กลับมีเรื่องวุ่นวายมาเพิ่มอีก คิดว่านางว่างนักหรืออย่างไร? หรือคิดว่านางไม่มีโทสะ?
ฉีหลินยังเดาไม่ออกชั่วขณะว่าใครเป็นคนพูด ครั้นเห็นชายชราแห้งเหี่ยวคนหนึ่ง มีแต่เขาที่ถอยหลังเร็วที่สุด นางจึงถกแขนเสื้อแล้วพุ่งเข้าใส่ทันที
ไม่มีใครกล้าขวางนาง มิใช่เพราะชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน แต่เพราะท่าทางของฉีหลินราวกับจะกินคน ใครเข้าใกล้ก็เหมือนจะถูกกัดเอา แม้แต่แม่ทัพเฒ่าไป๋หลี่ก็ยังหลบไปด้านข้าง
ฉางจงรีบวิ่งเข้ามา แหวกฝูงชนแล้วรวบเอวฉีหลินไว้ ก่อนออกแรงดึงถอยหลัง พลางเอ่ยห้ามอย่างร้อนรน
“โอ๊ย ฮูหยินผู้เฒ่าอู่ ตีไม่ได้ ตีไม่ได้! ที่นี่คือท้องพระโรง จะเสียกิริยาต่อหน้าพระพักตร์มิได้ อีกทั้งข้อเสนอนี้มิใช่ใต้เท้าเหลียวเป็นผู้เสนอ ท่านตีผิดคนแล้ว”
ฉีหลินหยุดกึกแล้วถามว่า “เช่นนั้นผู้ใดเป็นคนพูด?”
ไม่มีใครตอบนาง ทว่าทุกคนกลับหันสายตาไปยังผู้ดูแลสำนักศึกษาหลวง ชายชราผมขาว เคราขาว คิ้วก็ขาวทั้งศีรษะ
ฉีหลินพุ่งชนชายชราผมขาวอีกครั้ง ราวกับลูกหมูตัวหนึ่ง
ฉางจงถูกกระชากจนเซถอยไปสองก้าว ฉีหลินจึงหลุดจากมือเขาไปชั่วขณะ แล้วไล่ตามทุบตีชายชราผมขาว พลางด่าไปด้วยว่า “งานกีฬาสีเด็กเล็ก เด็กเล็ก! สำนักศึกษาหลวงจะมายุ่งบ้าบออะไรด้วย?”
เหล่าผู้ปกครองจากสวนผลน้ำเต้ารวมตัวกันเอง หลบอยู่ห่าง ๆ ไม่มีใครส่งเสียง ไม่ห้ามปรามไม่เกลี้ยกล่อม ต่างกัดกระพุ้งแก้มกลั้นหัวเราะ มองฉีหลินทุบตีคน
เหล่าขุนนางพากันตะลึง นี่คือท้องพระโรงนะ ฮูหยินผู้เฒ่าอู่กำลังทำอะไร? ด่าไม่กี่คำก็พอแล้ว เหตุใดถึงลงไม้ลงมือเล่า? ฝ่าบาทไม่ทรงจัดการหรือ? ทุกคนหันไปมองฮ่องเต้พร้อมกัน
