ชาวนาภูเขาเฒ่าแหงนคอมองเรือนยอดไม้ที่แผ่คลุมฟ้าบดบังตะวัน หรี่ตาลงเล็กน้อย บนใบหน้าพลันฉายแววเคารพนับถืออยู่หลายส่วน เขาเอ่ยกับเด็ก ๆ ด้วยเสียงแหบพร่า ราวกับกำลังเล่าความลับสำคัญยิ่ง
“เห็นแล้วหรือไม่? คนบนเขาอย่างพวกเราไม่เรียกมันว่าต้นไม้ แต่เรียกว่า ‘ท่านผู้พิทักษ์ขุนเขา’
ตั้งแต่สมัยทวดของทวดข้า มันก็ยืนอยู่ตรงนี้เช่นนี้แล้ว
เจ้าดูผ้าแดงพวกนั้นสิ พอลมพัดก็พลิ้วไหวส่งเสียงพรึ่บพรับ สิ่งที่ดังมิใช่เสียงผ้า หากเป็นความปรารถนานับพันนับหมื่นที่กำลังพร่ำบอกกล่าวกับ ‘ท่านผู้พิทักษ์ขุนเขา’”
เขายกมือชี้ผืนผ้าสีแดงที่ทับซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บ้างเก่าบ้างใหม่
“ใคร ๆ ก็ว่าท่านผู้พิทักษ์ขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งนัก
แต่ความศักดิ์สิทธิ์นี้มีกฎเกณฑ์อยู่ ขอเพื่อตนเองไม่ได้ ต้องขอให้ผู้อื่นเท่านั้น
หากเจ้าขอให้ตนเองเก็บเงินได้ ท่านก็ไม่แม้แต่จะสนใจ แต่หากขอให้ป้าข้างบ้านหายป่วยโดยเร็ว ย่อมสมปรารถนาแน่
ลองคิดดูเถิด ท่านมองดูขุนเขาแห่งนี้มาหลายร้อยปีแล้ว สิ่งที่เห็นคืออะไร? ก็คือผู้คนในหมู่บ้านเชิงเขาที่ผลัดเปลี่ยนกันเกิดแก่เจ็บตาย แต่งงานและจัดงานศพ
ในใจท่านมีทั้งกลิ่นอายชีวิตของผืนดินแถบนี้ และความห่วงใยต่อเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง
หากในใจเจ้ามีแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตนเอง อยากเลื่อนยศร่ำรวย อยากมีภรรยา พอเดินไปถึงเบื้องหน้า ท่านก็จะทำให้เจ้าเอ่ยปากไม่ออก
เพราะเหตุใด? ก็อับอายจนพูดไม่ออกน่ะสิ!
ในสายตาท่าน เจ้าเป็นเพียงเด็กที่ยังโตไม่เต็มวัย เอาแต่ดูดนิ้วมือตนเอง ความปรารถนาของเจ้าเบาหวิวราวขนไก่ แขวนอยู่บนกิ่งของท่านไม่ได้หรอก”
เขาขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย ลดเสียงลง ราวกับเกรงว่าจะรบกวนความสงบขรึมนั้น ถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับเป็นหลักการลึกซึ้งอย่างน่าประหลาด ผู้คนเรียบง่ายกลับกล่าววาจาลุ่มลึกได้เช่นนี้
