ฉีหลินมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้ต่อ เพียงหันไปตะโกนเรียกคนในห้องว่า “นำกระจกออกมา”
สาวใช้คนหนึ่งขานรับ ก่อนประคองกระจกทองแดงบานใหญ่พอจะส่องเห็นครึ่งตัวออกมา แล้ววางไว้กลางลานอย่างมั่นคง
ฉีหลินชี้ไปยังกระจก แล้วกล่าวกับเหล่าเด็ก ๆ ว่า
“เข้ามาส่องกระจกทีละคน ดูสภาพของตนเองให้ดี
จงจำรูปลักษณ์นี้ไว้ อีกประเดี๋ยววาดภาพเหมือนตนเองมาคนละภาพ หากวาดไม่ดี คืนนี้ก็อดฟังนิทาน”
เด็ก ๆ พากันเดินคอตกไปยืนหน้ากระจกทองแดง มองเห็นตนเองที่เปื้อนโคลนเต็มศีรษะจรดปลายเท้าแล้วก็สะดุ้ง ใครกันนี่? ดูราวกับถูกอุจจาระพอกไว้! พวกเขาส่งเสียงแหวะ ก่อนรีบก้มหน้าลง
บางคนเห็นสภาพตนเองแล้วอดร้องออกมาไม่ได้ “สวรรค์! นี่ข้าหรือ?”
บางคนหน้าแดงด้วยความอับอาย แน่นอนว่าโคลนกลบจนมองสีหน้าไม่ออก บางคนหลับตาไม่กล้ามอง ส่วนอีกหลายคนหัวเราะจนตัวงอ
ฉีหลินหันไปทางบ่าวไพร่และองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านข้างอีกครั้ง
“พาคุณชายน้อยของพวกเจ้าไปอาบน้ำ
ห้ามแตะต้องเสื้อผ้า ถอดออกแล้ววางไว้ข้าง ๆ อีกประเดี๋ยวให้พวกเขาซักเอง
หากซักไม่สะอาด คืนนี้ต้องยืนลงโทษ”
บ่าวไพร่ราวกับได้รับอภัยโทษ ต่างรีบเข้าไปพาคุณชายน้อยของตนออกไป ลานเรือนพลันคึกคักขึ้นทันตา บ้างตักน้ำ บ้างไปหาเสื้อผ้า
เหล่าเด็กชายถูกถอดเสื้อผ้าจนล่อนจ้อน แล้วนั่งยอง ๆ อยู่ข้างอ่างไม้ แต่ละคนกระดากอายอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่กล้าส่งเสียง
หลินข่ายกำกางเกงชั้นในอย่างกระอักกระอ่วน พลางมองเสวียนอู่อย่างอ้อนวอน สื่อความหมายว่าผ้าผืนที่ปกปิดร่างกายชิ้นนี้ ช่วยเว้นไว้ไม่ต้องถอดได้หรือไม่
เสวียนอู่กลั้นหัวเราะ ก่อนแคะก้อนโคลนออกจากขอบกางเกงชั้นในของหลินข่าย แล้วยกให้ดู ราวกับกำลังถามว่า “เจ้านาย ในนี้ก็มีโคลน จะซักหรือไม่?”
