“ซื่ออิง จงฟังให้ดี นับแต่เจ้าก้าวกลับเข้าประตูจวนอู่อันโหว เรื่องราวในอดีตทั้งหลายก็ให้ขาดสะบั้นลงเพียงเท่านี้
ต่อจากนี้ไป เจ้าคือคุณหนูสี่แห่งจวนอู่อันโหว ส่วนเด็กในครรภ์ของเจ้า ไม่ว่าจะเป็นคุณชายหรือคุณหนู ก็เป็นบุตรของจวนอู่อันโหวในวันหน้า
จวนโหวจะจัดสรรส่วนแบ่งที่เจ้าพึงได้รับ ทั้งยังเชิญหมอและแม่นมที่ดีที่สุดมาดูแลเจ้าแม่ลูก จะให้เด็กได้เล่าเรียนขัดเกลาจิตใจ
หากเป็นเด็กชาย ก็ฝึกวรยุทธ์หรือร่ำเรียนหนังสือเพื่อสร้างอนาคตได้ หากเป็นเด็กหญิง จวนโหวก็จะเป็นที่พึ่งพิงอันยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง ไม่มีวันปล่อยให้นางต้องทุกข์ใจแม้แต่น้อย
ดังนั้น จงโยนความคิดเรื่อง ‘เป็นภาระ’ ‘ความอัปยศ’ หรือ ‘ไร้ที่พึ่ง’ ของเจ้าออกไปให้หมด”
น้ำเสียงของฉีหลินเด็ดขาดจนไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง
“ที่พึ่งของเจ้าไม่เคยเป็นตำแหน่งคุณหนูสามแห่งจวนเซวียนผิงโหว แต่เป็นจวนอู่อันโหว เป็นเพราะเจ้าแซ่อู่!
ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่จวนแห่งนี้ยังคงอยู่ ก็ไม่มีทางถึงคราวที่เจ้าหรือหลานชายหลานสาวของข้าต้องกังวลถึงอนาคต ต้องคอยดูสีหน้าผู้อื่น”
“ฮูหยินผู้เฒ่า!”
อนุเฉินมิอาจอดกลั้นได้อีก นางทรุดเข่าลงข้างเท้าฉีหลินดังตุบ น้ำตาหลั่งรินด้วยความยินดี นางโขกศีรษะอย่างแรงจนหน้าผากแตะพื้น เสียงสั่นพร่าแทบขาดห้วง
“ข้า...ข้าน้อยขอเป็นตัวแทนซื่ออิง และเด็กที่ยังไม่ลืมตาดูโลก ขอบพระคุณในพระคุณอันยิ่งใหญ่ของฮูหยินผู้เฒ่า! ขอบพระคุณที่มอบหนทางรอดให้พวกเราสองแม่ลูก! ข้าน้อยไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร ได้แต่ขอเกิดชาติหน้าเป็นวัวเป็นม้า...”
