บุตรชายของเขาเพิ่งอายุไม่ถึง 4 ขวบกระมัง? ตอนอยู่บ้านยังไม่ได้เริ่มเรียนหนังสือ เพิ่งเข้าโรงเรียนเด็กเล็กถึงได้เริ่มเรียนใช่หรือไม่? แล้วก็เพิ่งเรียนมาได้เดือนกว่าเองมิใช่หรือ?
เพียงการบวกเลขไม่เกินหลักสิบ เขา...เขาก็ทำเป็นแล้วหรือ?
ตอนเขาอายุ 4 ขวบ ความสามารถอยู่ระดับใดกัน? นับเลขได้ถึง 100 หรือไม่?
หลังจากหวังจวี่หยวนตกตะลึง ก็รู้สึกยินดีอย่างบ้าคลั่ง ตื่นเต้นจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ต่อหน้าบุตรชาย
ฉีหลินเอ่ยชมอย่างไม่หวงคำว่า “ใต้เท้าหวังก็คงประหลาดใจมากกระมัง บุตรชายของท่านมีพรสวรรค์ด้านวิชาคำนวณเหนือกว่าคนทั่วไป นับเป็นต้นกล้าชั้นดีที่หาได้ยาก”
หวังจวี่หยวนเก็บสีหน้า แล้วคำนับฉีหลินอย่างจริงจังอีกครั้ง “ผู้น้อยขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าที่อบรมบุตรชาย โปรดรับการคารวะจากหวังจวี่หยวนด้วยขอรับ”
ฉีหลินประคองเขาไว้โดยไม่ให้คำนับลงไป “หากท่านเชื่อใจข้า ข้าจะถ่ายทอดความรู้ด้านวิชาคำนวณที่ร่ำเรียนมาตลอดชีวิตให้เขาทั้งหมด เมื่อถึงคราวที่ข้าสอนไม่ไหวแล้ว ก็ต้องเชิญอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาคำนวณมาสอนเขา อย่าปล่อยให้พรสวรรค์ของเด็กต้องสูญเปล่า อบรมเขาให้ดี วันหน้าต้องไม่ผิดหวังแน่”
หวังจวี่หยวนเรียกบุตรชายมา จากนั้นก็กดบังคับให้เขาโขกศีรษะคำนับฉีหลินอย่างหนักแน่นสามครั้ง จึงยอมเลิกรา
หลังกลับจากเรือนพักน้ำพุร้อน อู่อี้เฉินกับเหวินไคก็ราวกับถูกมนตร์สะกด เวลาสอนเสริมทั้งหมดใช้ไปกับการค้นคว้าวิธีเก็บลายนิ้วมือและถ่ายแบบลายนิ้วมือ ทั้งยังเลียนแบบทุกขั้นตอนของฉีหลินได้อย่างสมบูรณ์แบบ เล่นกันอย่างเพลิดเพลินไม่รู้เบื่อ
ฉีหลินเห็นเด็กน้อยทั้งสองชื่นชอบถึงเพียงนี้ จึงมอบหัวข้อค้นคว้าให้พวกเขาเสียเลย เหวินไคได้รับหัวข้อศึกษาร่องรอยฝีเท้า ส่วนอู่อี้เฉินได้รับหัวข้อศึกษารูปร่างของคราบเลือด
