เพิ่งผ่านสามทุ่มมาได้ไม่นาน ทั้งตึกก็เงียบสงัดลง
ไฟในห้องของคุณย่าฟู่ดับไปตั้งนานแล้ว โจวหว่านชิงเองก็กลับเข้าห้องไปแล้วเช่นกัน
ช่วงบ่ายคุณปู่ฟู่ถูกสหายร่วมรบเก่าชวนไปเล่นหมากรุก บอกว่าคืนนี้จะไม่กลับมาค้าง
ซูชิงหลีนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือในห้องของตัวเอง
บนโต๊ะกางพจนานุกรมซินหัวที่เปิดจนเก่าเล่มหนึ่งอยู่ ข้างกันมีแผ่นกระดาษเขียนจดหมายหลายแผ่น บนนั้นเต็มไปด้วยตัวอักษรที่เขียนบิดเบี้ยว
เธอจับดินสอแท่งหนึ่ง กำลังคัดตัวอักษรในพจนานุกรมทีละขีดทีละเส้น
ช่วงหลายวันมานี้ หากมีเวลาว่างเธอก็จะฝึกเขียน ลายมือเรียบร้อยกว่าตอนเพิ่งมาถึงมากแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าสวย
เธอกัดด้ามดินสอ พลางมองตัวอักษรบนกระดาษด้วยความกลัดกลุ้ม
เสียงฝีเท้าดังมาจากโถงทางเดินด้านนอก
มือที่จับดินสอของซูชิงหลีชะงัก
เธอจ้องบานประตูอยู่หลายวินาที หัวใจค่อย ๆ เต้นเร็วขึ้น ดินสอในมือก็วางไม่ลง หยิบก็ไม่ขึ้น
เธอไม่กล้าขยับ ไม่ส่งเสียงสักแอะ นั่งฟังความเคลื่อนไหวด้านนอกอยู่ตรงนั้น
หน้าประตูเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นบานประตูก็ถูกเคาะเบา ๆ สองครั้ง
“ก๊อก ๆ”
เสียงแผ่วเบามาก แต่ในค่ำคืนอันเงียบสงัดกลับได้ยินชัดเป็นพิเศษ
ซูชิงหลีสูดหายใจลึก ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู
ฟู่ซือเหนียนยืนอยู่หน้าประตู
เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าสบาย ๆ อยู่บ้าน เสื้อเชิ้ตสีขาวคลุมด้วยเสื้อกั๊กไหมพรมสีเทาเข้ม แขนเสื้อพับขึ้นถึงท่อนแขน ผมคงเพิ่งสระมา จึงดูฟูฟ่องกว่าตอนกลางวันเล็กน้อย ปอยผมหน้าผากตกลงมาอย่างอ่อนนุ่ม ทำให้ทั้งตัวเขาดูละมุนกว่าปกติอยู่หลายส่วน
ในมือเขาถือแก้วเคลือบใบหนึ่ง ดูเหมือนแค่แวะลงมาเติมน้ำ
แต่ซูชิงหลีรู้ว่าห้องครัวอยู่ชั้นล่าง ห้องน้ำก็อยู่ชั้นล่าง เขาถือแก้วมาหยุดหน้าห้องเธอ คำว่า “แวะมา” นี่ช่างแวะมาไกลเหลือเกิน
ทั้งสองยืนอยู่คนละฝั่งธรณีประตู
ซูชิงหลีก้มหน้า นิ้วมือบีบขอบวงกบประตูไว้ น้ำเสียงแผ่วเบา
“คะ...คุณฟู่”
ฟู่ซือเหนียนขานรับ “อืม” สายตาเลยผ่านไหล่เธอมองเข้าไปในห้อง
บนโต๊ะหนังสือมีพจนานุกรมกับกระดาษเขียนจดหมายวางอยู่ ดินสอยังอยู่ข้าง ๆ เขาเห็นมันแล้ว
“กำลังฝึกเขียนอยู่หรือ?” เขาถาม
ซูชิงหลีพยักหน้า ใบหูเริ่มแดงระเรื่อ
