แม้จะบอกว่าขอคิดดูก่อน แต่ในวันต่อ ๆ มา ซูชิงหลีกลับเริ่มหลบหน้าฟู่ซือเหนียนอย่างแนบเนียน
ตอนเช้าเมื่อเขาลงมาชั้นล่าง บนเตาก็มีอาหารเช้าวางไว้เรียบร้อยแล้ว ทว่าเจ้าตัวกลับไม่อยู่ในครัว
เขาออกไปตักน้ำที่ลานบ้าน เห็นเธอกำลังนั่งยอง ๆ เลือกผักอยู่ตรงมุมกำแพง พอเขาเดินเข้าไปใกล้ เธอก็ยกกะละมังขึ้นยืน พลางพูดว่า “สหายฟู่ อรุณสวัสดิ์” จากนั้นก็ก้มหน้าเดินผ่านเขาไปอย่างรวดเร็วราวกับกำลังหนี
พอตกเย็นเมื่อเขากลับมา เธอก็ไม่กลับเข้าห้องไปก่อนล่วงหน้า ก็ขลุกอยู่ในห้องคุณย่าคอยพูดคุยเป็นเพื่อน รอให้เขาขึ้นชั้นบนแล้วถึงค่อยออกมา
ที่โต๊ะอาหาร เธอเลือกนั่งห่างจากเขามากที่สุด คีบกับข้าวก็แตะเพียงสองจานตรงหน้า ก้มหน้าต่ำ ไม่แม้แต่จะชายตามองเขาสักครั้งตั้งแต่ต้นจนจบ
โจวหว่านชิงไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติอะไร แต่คุณย่าฟู่กลับมองอยู่สองสามครั้ง ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไร
ฟู่ซือเหนียนเห็นทุกอย่าง แต่ไม่พูดอะไรสักคำ เพียงกินข้าวในชามน้อยกว่าปกติไปครึ่งชาม
คืนวันที่สาม เขากลับมาเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ตอนเดินเข้าประตูได้ยินเสียงดังมาจากในครัว พอเดินเข้าไปดูก็เห็นซูชิงหลีกำลังนั่งยอง ๆ เติมถ่านเข้าเตา หันหลังให้ประตู จึงไม่ได้ยินว่าเขาเข้ามา
เขายืนมองอยู่ตรงประตูสองวินาที
วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตเก่าตัวหนึ่ง ปกเสื้อถูกซักจนซีดขาว ผมรวบหลวม ๆ ไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นต้นคอช่วงหนึ่ง รอยเหล่านั้นบนผิวขาวสะอาดจางลงแล้ว แทบมองไม่เห็น
