ดึกสงัดแล้ว ทั้งอาคารเงียบลงโดยสิ้นเชิง
ฟู่ซือเหนียนลงกลอนประตูจากด้านใน เสียงคลิกแผ่วเบาดังขึ้นชัดเจนเป็นพิเศษในห้องอันเงียบงัน
ซูชิงหลีนั่งอยู่ริมเตียง นิ้วมือกำชายผ้าปูที่นอนผืนใหม่ไว้แน่น ก้มหน้าไม่กล้ามองเขา
เสื้อคลุมผ้าวูลสีแดงพุทราตัวนั้นถูกถอดออกแล้ว ตอนนี้บนกายเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่โจวหว่านชิงตัดเย็บให้ คอเสื้อติดกระดุมจนถึงเม็ดบนสุด เผยให้เห็นลำคอขาวผ่องช่วงสั้น ๆ ใต้ปกเสื้อ
ฟู่ซือเหนียนนั่งลงข้างกายเธอ
ฟูกยวบลงเล็กน้อย ไหล่ของเธอพลันเกร็งขึ้นตามไปด้วย
เขาไม่ได้รีบร้อนทำอะไร เพียงเอียงกายมองเธอ แสงไฟสีเหลืองนวลยังคงสว่าง อาบไล้ร่างเธอจนเห็นใบหูที่แดงระเรื่อกับขนตาที่สั่นไหวอย่างชัดเจน
“หลีหลี”
เธอเงยหน้ามองเขา พอสบตาก็รีบหลุบตาลงอีกครั้ง เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“...อืม”
เขายื่นมือมา ปลดกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อเชิ้ตให้เธอ
ปลายนิ้วลูบผ่านผิวใต้ไหปลาร้า ความสั่นสะท้านแผ่วละเอียดพลันไล่ระริกไปทั่วบริเวณนั้น
ลมหายใจของเธอถี่ขึ้นหนึ่งจังหวะ นิ้วที่กำผ้าปูเตียงพลันเกร็งแน่น
เขาปลดกระดุมอีกเม็ด แล้วก็อีกเม็ด
ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้า ข้อนิ้วของเขาเฉียดผ่านช่วงอกเธอเป็นครั้งคราว แต่ละครั้งทำให้เธอสั่นสะท้านแผ่วเบา
เธอกัดริมฝีปากล่าง ไม่ส่งเสียงสักคำ ใบหูแดงจัด ลามไปถึงโคนคอเป็นสีชมพู นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้เขาค่อย ๆ ปลดกระดุมทีละเม็ด ว่าง่ายจนแทบไม่เหมือนตัวเอง
