คืนนั้นตอนกินข้าว ฟู่ซือเหนียนพูดน้อยกว่าปกติเสียอีก
โจวหว่านชิงชวนเขาคุย แต่เขาก็ตอบรับสั้น ๆ เท่านั้น
โจวหว่านชิงเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจว่า
“จริงสิ เสี่ยวซู วันนี้เว่ยกั๋วมาอีกแล้วหรือ?”
ซูชิงหลีกำลังก้มหน้าซดน้ำแกง พอได้ยินก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าเจือความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“คะ...ค่ะ สหายโจวแวะมานั่งอยู่พักหนึ่ง แล้วก็คุยกับฉันสองสามคำ...”
“เด็กคนนี้ ช่วงนี้แวะมาบ่อยจริง ๆ” โจวหว่านชิงหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงคล้ายมองออกแต่ไม่พูดตรง ๆ “เขานัดเธอไปดูหนังหรือเปล่า?”
ซูชิงหลีหน้าแดง ก้มหน้าลง น้ำเสียงยิ่งเบาลงกว่าเดิม
“เขาบอกว่า...หน้าเฉียนเหมินมีหนังเรื่องใหม่ อยากชวนฉันไปดู...แต่ฉันยังไม่ได้ตอบตกลงค่ะ”
โจวหว่านชิงเหลือบมองฟู่ซือเหนียน
ฟู่ซือเหนียนกำลังคีบกับข้าว ตะเกียบในมือมั่นคงดี สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เพียงแต่ของที่คีบกลับเป็นแตงกวาหั่นแผ่นตรงขอบจาน ราวกับไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าตัวเองคีบอะไรมา
โจวหว่านชิงเบนสายตากลับมา ยิ้มพลางพูดกับซูชิงหลี
“ไปเถอะ คนหนุ่มสาวไปดูหนังจะเป็นอะไรไป? ฉันบอกเลยว่าโรงหนังแถวเฉียนเหมินบรรยากาศดี เว่ยกั๋วถึงจะดูซื่อ ๆ แต่ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ให้เธอไปกับเขาฉันก็วางใจ”
ซูชิงหลีเงยตาขึ้นมองไปทางฟู่ซือเหนียนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้งแล้วพูดเสียงเบา
“ถ้าอย่างนั้น...ฉันจะฟังคุณน้าโจวค่ะ”
ในที่สุดฟู่ซือเหนียนก็เงยหน้าขึ้น สายตากวาดผ่านดวงตาคู่งามที่หลุบต่ำของซูชิงหลี แล้วกลับไปหยุดอยู่ที่ชามของตัวเอง
