เสิ่นรั่วเยวียนมองดูนาง แขนขาสั้นป้อม และบนศีรษะน้อย ๆ นั้นยังมีผมเส้นหนึ่งชี้โด่เด่
อดขำไม่ได้
เด็กน้อยนี่ ตัวยังไม่สูงเท่าเก้าอี้เลย กลับรู้จักปกป้องคนรอบข้างเสียแล้ว
“ได้ เจ้าก็ไปกับพ่อเถิด พวกเราจะปกป้องฮ่องเต้ให้ได้นะ” เสิ่นรั่วเยวียนโน้มตัวลง เอาหน้าผากแตะกับศีรษะของเด็กน้อยเบา ๆ
ในใจมีความตื้นตันอย่างเหลือจะเอ่ย
จากนั้นเขาก็ขึ้นม้าเร็ว พาคนทั้งเล็กทั้งใหญ่มุ่งหน้าไปทางโรงเตี๊ยมสุริยันจันทรา
ยามนี้ โรงเตี๊ยมสุริยันจันทราได้ถูกปิดกั้นไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะเมื่อวานถูกไอทะมึนระเบิดทำลาย เผยให้เห็นร่องรอยชำรุดทรุดโทรม
เสี่ยวซุยอันจูงมือใหญ่ของพ่อ ค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันได เริ่มสำรวจตรวจตราทั่วทั้งโรงเตี๊ยมก่อน
เมื่อมาถึงชั้นสี่
ผ่านหน้าต่างที่แง้มอยู่ครึ่งหนึ่ง ดวงตาของเสี่ยวซุยอันเป็นประกายขึ้นมา นิ้วก้อยชี้ไปทางด้านนอก “บังเอิญจังเลยนะเจ้าคะพ่อ ตรงนี้มองเห็นตำหนักจ้าวฝูของเราพอดีเลย”
เสิ่นรั่วเยวียนเงยหน้าขึ้นมอง ก็เป็นเช่นนั้นจริง โรงเตี๊ยมสุริยันจันทราและตำหนักจ้าวฝู ตั้งอยู่ตรงข้ามกันราวกับจับคู่ไว้
เป็นเรื่องบังเอิญ?
หรือจงใจกันแน่… เสิ่นรั่วเยวียนอดครุ่นคิดในใจไม่ได้
ทว่าช่วงเวลานี้เอง เสี่ยวซุยอันหรี่ตาลง ก็พบอะไรเข้าอย่างกะทันหัน
ตรงกลางระหว่างโรงเตี๊ยมสุริยันจันทรากับตำหนักจ้าวฝู เมื่อมองจากมุมสูงลงมา กลับสามารถเห็นค่ายกลที่ประกอบขึ้นจากเรือนและหน้าร้านจำนวนมาก!
เรือนที่ประกอบเป็นค่ายกลนั้น ด้านบนล้วนมีแสงขุ่นมัวเคลื่อนไหว แผ่แสงสีแดงฉานออกมาเป็นระลอก ๆ
และแสงสีแดงเหล่านี้เมื่อเชื่อมต่อกันเข้า พอดีจะรวมกันเป็นตัวอักษรใหญ่ตัวหนึ่ง
“พ่อเจ้าคะ นี่ตัวอักษรอะไรหรือ” เสี่ยวซุยอันไม่รู้จัก จึงรีบใช้นิ้วขีด ๆ บนขอบหน้าต่าง
เสิ่นรั่วเยวียนก้มตามอง รอให้นางเขียนเสร็จ ก็จำได้ว่าเป็นตัวอักษร [ฮวง] !
“ฮวง?” เสิ่นรั่วเยวียนตื่นตัวขึ้นมาทันที “หรือว่าจะสอดคล้องกับภัยตั๊กแตน? ซุยอัน เหตุใดจู่ ๆ เจ้าถึงเขียนมันออกมา”