คุยกันจบแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือทำธุระสำคัญ
ยายจีทำอาหารค่อนข้างตามใจ มีอะไรก็ใส่อย่างนั้น แถมยังขี้เกียจพิถีพิถัน หั่นผักเสร็จก็ล้างเนื้ออีกชิ้นโยนลงไป ต้มรวมกันหม้อเดียว
เดิมทีเจียงเว่ยหยางคิดว่าจะกินอะไรนิดหน่อยเหมือนช่วงเช้า
แต่พอคิดดูดี ๆ ก็เปลี่ยนใจ
เจียงเว่ยหยางหยิบข้าวกล่องทำเองที่ทำไว้เมื่อสองวันก่อนออกมา
เวลาในพื้นที่เก็บของส่วนตัวหยุดนิ่ง ข้าวกล่องจึงยังสดใหม่เหมือนเพิ่งทำเสร็จ พอเปิดฝากลิ่นหอมก็ลอยกรุ่น เนื้อกับผักที่จัดคู่กันอย่างลงตัว ตอนนี้นับเป็นมื้ออาหารหรูหราสไตล์จีนร่วมสมัยได้เลย
เมื่อก่อนเธอไม่รู้ว่าข้าวของเครื่องใช้มีราคาแค่ไหน แต่พอเกมวาระสุดท้ายเริ่มขึ้น แม้แต่เนื้อกระป๋องก็ยังหอมฟุ้งชวนกิน
ยายจีได้กลิ่นอาหารจากข้าวกล่องของเธอแล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกแสบท้องขึ้นมา
ยายจีตักอาหารที่ต้มรวมกันทั้งหม้อใส่ชาม ลองชิมคำหนึ่งแล้วขมวดคิ้ว เงยหน้ามองเจียงเว่ยหยาง ก่อนก้มลงชิมอีกคำ คิ้วก็ยังไม่คลาย
เจียงเว่ยหยางเห็นสีหน้าของนางแล้วเอ่ยว่า “เมื่อกี้คุณใส่เกลือเยอะไป เนื้อก็ไม่ได้หมักหรือเอาไปลวกก่อน กลิ่นคาวเลยแรง แถมยังต้มนานเกินไปจนเนื้อเหนียว ผักเองก็จืดลง รสชาติเลยไม่ดี”
นั่นมันเนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนั้น กลับโยนลงไปต้มทั้งชิ้น ช่างสิ้นเปลืองจริง ๆ ไม่ตักฟองออกสักหน่อย แถมยังทำผักกาดเขียวกอเล็กดี ๆ เสียของอีก
ยายจีเงยหน้ามองเธอ “เธอทำอาหารเป็นหรือ?”
“ก็พอได้ค่ะ” เจียงเว่ยหยางไม่ได้พูดเกินจริง
พ่อแม่ของเจียงเว่ยหยางเสียตั้งแต่เธอยังเด็ก เหลือเธอกับน้องสาวให้พึ่งพากันและกัน ในฐานะพี่สาวที่อายุมากกว่าถึง 6 ปี เธอจึงต้องแบกรับภาระของครอบครัวตั้งแต่ยังเล็ก แน่นอนว่าย่อมทำอาหารเป็น
