“เฮ้ ไอ้หนู จะไปไหนน่ะ ทางของเธออยู่ฝั่งนี้”
คนที่คว้าตัวเจียงเว่ยหยางไว้คือชายวัยกลางคนที่มีหนวดเครารุงรังเต็มแก้ม
พอเขาเตือน เจียงเว่ยหยางถึงได้สังเกตว่า แม้ทุกคนจะยืนล้อมเป็นวงกลมใหญ่ แต่กลับแบ่งเป็นสองแถวอย่างชัดเจน
แยกชายหญิงคนละแถว เพียงแต่ทุกคนสวมหมวกทรงสูงและแต่งตัวเป็นทางการ มองปราดเดียวจึงดูไม่ออกว่าเป็นเพศไหน เลยชวนให้สับสนได้ง่ายจริง ๆ
“โอ้ เธอมีผ้าคลุมที่ระลึกด้วยนี่” ชายวัยกลางคนตบไหล่เจียงเว่ยหยางอย่างแรง แววตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความชื่นชม “ไม่เลวเลย คนรุ่นใหม่ช่างน่าจับตา แสงแห่งนักบุญต้องส่องถึงเธอแน่”
เจียงเว่ยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนขยับถอยหลังเล็กน้อย หลบมือใหญ่ที่ออกแรงหนักเป็นพิเศษคู่นั้น
ชายวัยกลางคนไม่ทันสังเกตท่าทีของเธอ
อีกฝั่งยังคงวุ่นวาย เสียงแหลมบาดหูดังไม่หยุด เสียงสะอื้นแผ่วเบาลอยมาจากฝูงชน
“ร้องไห้ทำไม ไม่ยิ้มแล้วยังร้องอีก อยากตายหรือไง?!”
“ลูกบ้านไหนกัน รีบพากลับไปสิ อยากให้หน่วยลาดตระเวนมาเจอหรือไง”
ฝูงชนเริ่มกระสับกระส่ายขึ้นเรื่อย ๆ
เจียงเว่ยหยางแสร้งทำท่าเหมือนรำคาญ “ทางโน้นมีอะไรกัน เสียงดังอะไรกันนักหนา หนวกหูจะตายอยู่แล้ว”
“จะอะไรได้ล่ะ เด็กสาวไม่รู้จักคิด ออกมาร่วมงานวันศักดิ์สิทธิ์ทั้งที ยังกล้าทำหน้าเหมือนมาร่วมงานศพ ก็เลยโดนสั่งสอนน่ะสิ ไม่รู้พ่อแม่บ้านไหนถึงได้โง่ขนาดนี้”
เมื่อครู่มีคนพูดถึงหน่วยลาดตระเวน เจียงเว่ยหยางจึงได้ยินชัด เธอเลยพูดว่า “จะสั่งสอนก็พากลับบ้านไปสิ มาทำอะไรให้วุ่นวายตรงนี้ ถ้าหน่วยลาดตระเวนมา…”
“ชู่!” ชายวัยกลางคนรีบยกมือปิดปากเธอ แล้วกระซิบเสียงเบา “เงียบไว้ เธออยากถูกเอาไปสังเวยด้วยหรือไง?”
