เหอซีครุ่นคิดไปพลางว่าตัวเองทำอะไรลงไป ถึงได้เกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้น
แต่สมองดันรวนขึ้นมาอีกแล้ว เธอได้ยินตัวเองตอบแบบขอไปทีว่า
“ปกติเห็นฉันแล้วก็ควรจะกลัวสิ ฮ่า ๆ ใครเขาจะกลัวเพราะมองไม่เห็นผีกันล่ะ ฮ่า ๆ”
“ฉันนี่ไง”
เฉินจี้ไม่เปิดโอกาสให้เหอซีได้ถอยเลยแม้แต่น้อย พอเสียงของเธอยังไม่ทันจาง เขาก็สวนกลับทันที
เหอซีถึงกับพูดไม่ออก
“ถ้าฉันตายกลายเป็นผี ก็คงได้เห็นเธอตลอดไปใช่ไหม เหมือนตอนนี้ไง” เฉินจี้พูดพลางยกมือขึ้นแตะผมยาวของเหอซีอีกครั้ง สัมผัสได้ถึงเส้นผมที่ลื่นผ่านปลายนิ้ว “ยังแตะเธอได้ด้วย ถึงสัมผัสจะไม่ชัดเท่าไรก็เถอะ”
“ไม่ได้!”
เหอซีตวาด เธอพยายามพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดเพื่อดับความคิดนั้นของเขา “คนที่ฆ่าตัวตายจะถูกลงโทษเพราะไม่เห็นค่าชีวิตก็ได้ ไม่แน่ว่าพอนายตายปุ๊บก็จะโดนผู้ตรวจตราแดนวิญญาณจับไปขังสักหลายสิบหรือเป็นร้อยปี จนฉันไปเกิดใหม่แล้ว นายก็ยังไม่ถูกปล่อยตัวเลย!”
“งั้นเหรอ?” คิ้วสวยของเฉินจี้ขมวดเข้าหากัน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดแผนใหม่ได้ทันที แถมดูท่าจะสนใจขึ้นมาเสียด้วย “แล้วถ้าตายเพราะอุบัติเหตุล่ะ?”
เหอซีไม่รู้ว่าตอนนี้ในหัวเขากำลังคิด “วิธีตาย” อะไรอยู่ เธอถอนหายใจยาว แล้วดุเขาราวกับกำลังอบรมเด็กว่า
“ก่อนหน้านี้ฉันทุ่มแรงไปตั้งเยอะ ก็แค่อยากให้นายปลอดภัยดี ตอนนี้มาพูดอะไรแบบนี้ ไม่เท่ากับทำลายชื่อเสียงฉันเหรอ?!”
เธอหยิบเอาบรรยากาศของ “เทพพิทักษ์” ที่ตัวเองกุขึ้นมาอีกครั้ง
เฉินจี้ไม่พูดอะไร
เหอซีจ้องดูสีหน้าเขา แค่เห็นแววเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็รู้แล้วว่าเขาไม่เชื่อแน่
เธอจึงพูดต่อว่า
“ใช่ ฉันทำเพื่อเงินไง ชื่อเทพพิทักษ์ฟังดูดีกว่าไม่ใช่เหรอ ถ้าตอนนั้นฉันพูดตรง ๆ ว่า ‘เฮ้ ฉันเป็นผีเร่ร่อนที่จนจะตายแล้ว นายเผาเงินให้ฉันหน่อยได้ไหม?’ นายคงตื่นปุ๊บก็รีบไปหาหมอผีแล้วทำพิธีเสียงดังโครมครามแน่”
