ยามดึก เฉินจี้กลับถึงห้องด้วยสภาพเหม่อลอย หลังจัดการงานทุกอย่างเสร็จสิ้น
เขาเปิดโคมไฟติดผนังไว้เพียงดวงเดียว
แสงสีเหลืองนวลส่องได้ไม่ไกลนัก พอให้บริเวณหัวเตียงสว่างขึ้นราง ๆ
เขานั่งลงตรงขอบเตียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วก็วางลง
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เปลี่ยนไปเปิดลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง
มีดเล่มเล็กยังคงวางนิ่งอยู่ในนั้น
เฉินจี้หยิบมีดขึ้นมา แล้วหันไปมองทางห้องน้ำ
ในอ่างอาบน้ำมีน้ำเตรียมไว้แล้ว รอเพียงให้เขาลงไปนอน
จากนั้น…
ก็ใช้มีดเล่มนี้กรีดข้อมือ จบทุกอย่างลง
เฉินจี้เริ่มวางแผนฆ่าตัวตายเรื่องนี้มานานแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจริง จิตใจของเขากลับสั่นคลอนเพราะเหตุไม่คาดฝัน
เฉินจี้กำด้ามมีดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนขอบนูนกดเจ็บมือ เขาถึงค่อยคลายแรงลง
จากนั้นเขาวางมีด หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เปิดแอปเอไอ แล้วพิมพ์ถามคำถามหนึ่งว่า
“บนโลกนี้มีผีไหม?”
เอไอตอบกลับมายืดยาว เฉินจี้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบอย่างอดทน
สรุปง่าย ๆ ก็คือ เชื่อก็มี ไม่เชื่อก็ไม่มี
พูดเหมือนไม่ได้พูด
เฉินจี้ลองเปลี่ยนไปถามอีกหลายข้อ
“ผีมีชีวิตอยู่ได้นานไหม?”
“ถ้าฝันเห็นคนแปลกหน้า แล้วพอตื่นขึ้นมา ฉันติดต่อเธอตามช่องทางที่เธอให้ไว้จนเจอตัวจริง แถมเธอก็มีตัวตนอยู่จริง แบบนี้หมายความว่ายังไง?”
“ทำไมเธอถึงให้ฉันเผาเงินกระดาษให้?”
“ถ้าฉันตายตอนนี้ จะมีโอกาสได้เจอเธอไหม?”
“……”
คำถามประหลาดต่อเนื่องชุดหนึ่งทำเอาปัญญาประดิษฐ์มึนงงไปหมด สุดท้ายมันก็ตอบเฉินจี้มาประโยคหนึ่งว่า
“ไม่แนะนำให้ฆ่าตัวตายนะ ถ้าคุณลังเลมากจริง ๆ ขอแนะนำให้หาผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อวิญญาณ เผื่อว่าจะติดต่อเธอได้ก็ได้?”
“……”เฉินจี้มองประโยคนี้ มุมปากพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน ก่อนจะด่าพึมพำว่า “ไอ้ปัญญาอ่อน”
ปากบอกว่าด่าเอไอ แต่ที่จริงแล้วดูเหมือนเขากำลังด่าตัวเองมากกว่า
เพราะวินาทีถัดมา เขาก็เปิดแอปสั่งอาหาร ค้นหาร้านขายธูป เทียน และเงินกระดาษสำหรับงานศพ
แต่ของแบบนี้จะไปขายออนไลน์ได้ยังไง
เฉินจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจทำเรื่องไร้สาระนี่ให้เสร็จ
เขาเปลี่ยนไปสวมเสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงขาสั้นสำหรับออกกำลังกาย สวมหมวกเบสบอลแล้วกดปีกหมวกลงต่ำ ก่อนจะแอบออกจากโรงแรม
แผนที่บอกว่าร้านขายของสำหรับงานศพที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปสิบลี้
เขาเรียกรถไปที่นั่น แต่พบว่าร้านปิดไปแล้ว
คนขับเป็นลุงวัยกลางคน พอเห็นเฉินจี้เรียกรถมาร้านขายของงานศพดึกดื่นขนาดนี้ ก็อดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
“พ่อหนุ่ม มาที่นี่ดึก ๆ มีธุระอะไรเหรอ?”
เฉินจี้กำลังค้นหาที่ตั้งของร้านอื่นในโทรศัพท์ที่เบาะหลัง พอได้ยินเสียงลุงคนขับ เขาก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“…มาไหว้คนรู้จักที่เสียไปแล้วครับ”
“อ๋อ” ลุงคนขับพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่ได้ถามต่อ แต่ช่วยแนะนำอย่างกระตือรือร้นว่า “แถวสุสานในเขตตะวันออกของเมืองมีร้านขายของงานศพเยอะ มีร้านที่เปิด 24 ชั่วโมงด้วย แถวนั้นอยู่ชานเมือง จะเผาธูปเทียนกับเงินกระดาษก็สะดวก ไม่มีใครมายุ่งเหมือนในเขตเมืองที่คุมเข้ม”
“ได้ครับ ไปที่นั่นเลย”
สุสานในเขตตะวันออกของเมืองอยู่ไกลกว่าที่เฉินจี้คิดไว้เสียอีก
ขับรถไปใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง
ถึงลุงคนขับจะกระตือรือร้นแค่ไหน ก็ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้อัปมงคลอยู่ดี
พอเหลือสัญญาณไฟจราจรอีกแยกเดียวจะถึงสุสาน เขาก็จอดรถข้างทาง บอกให้เฉินจี้เดินตรงไป ส่วนตัวเองจะรออยู่ตรงนี้
อากาศนอกเมืองเย็นกว่าในเขตเมือง ลมยามค่ำคืนที่พัดปะทะใบหน้าพาเอาความเย็นซึมลึกถึงผิวหนังมาด้วย
ทั้งยังมีกลิ่นธูปเทียนอันเป็นเอกลักษณ์ของสุสานปะปนอยู่ในสายลม
ชุดออกกำลังกายตัวหลวมของเฉินจี้พองตุงเพราะแรงลม
เขายังคงกดปีกหมวกลงต่ำ ก้มหน้ามองเพียงทางข้างหน้า
เวลานี้บนถนนช่วงที่มุ่งไปยังสุสานมีเขาอยู่เพียงคนเดียว
เสียงเหยียบใบไม้แห้งแตกกรอบดังสะท้อนไปทั่วราตรีอันว่างเปล่า แสงไฟถนนทอดเงาของเขาให้ยาวเหยียด…
หน้าประตูสุสานมีร้านขายของงานศพตั้งเรียงกันอยู่หลายร้าน ยังมีอยู่หนึ่งหรือสองร้านที่เปิดไฟ
เฉินจี้เดินเข้าร้านที่อยู่ใกล้ที่สุด
ใต้แสงสีเหลืองสลัวของหลอดไฟรุ่นเก่า เจ้าของร้านวัยเกินเจ็ดสิบปีนอนหลับอยู่บนเก้าอี้เอน ข้าง ๆ มีพัดลมเก่าเครื่องหนึ่งส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไม่หยุด
พอเห็นภาพนี้ เฉินจี้ก็เตรียมหันไปหาร้านอื่น
แต่เจ้าของร้านราวกับมีสัมผัสพิเศษ ก่อนเฉินจี้จะหันหลังให้ เขาก็ตื่นขึ้นมา น้ำเสียงยังเจือความง่วงอยู่
“พ่อหนุ่ม มาซื้ออะไรล่ะ?”
เฉินจี้ยืนอยู่หน้าประตู ถามก่อนว่า “ที่นี่พิมพ์รูปถ่ายได้ไหมครับ?”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ร้านเรามืออาชีพมาก!” เจ้าของร้านขยี้หน้าสองที พอตื่นเต็มตาก็ลุกเดินไปที่เคาน์เตอร์ พลางชี้คิวอาร์โค้ดที่ติดอยู่บนผนัง “ส่งรูปมาให้ฉันสิ”
เฉินจี้สแกนคิวอาร์โค้ด แล้วส่งรูปติดบัตรพื้นหลังสีแดงของเหอซีที่บันทึกจากภาพหน้าจอไว้ให้
“เอากี่นิ้วล่ะ?” เจ้าของร้านถาม
“แล้วแต่ครับ” เฉินจี้ตอบ
“แล้วแต่?” เจ้าของร้านเงยหน้ามองเขา ดวงตาขุ่นมัวเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “มาพิมพ์รูปหน้าโลงใช่ไหม?”
“…ครับ”
“ถ้าจะเอาไปแขวน แนะนำขนาด 12 นิ้ว ถ้าจะวางไว้เฉย ๆ ก็เลือก 7 นิ้วหรือ 6 นิ้ว ใส่กรอบเล็ก ๆ สักอัน ส่วนขนาดเล็กสุดคือ 1 นิ้ว เอาไว้ใส่ในโกศ หรือจะตัดให้เล็กหน่อยแล้วใส่ในนาฬิกาพกก็ได้”
เจ้าของร้านพูดเสียยาว แต่เฉินจี้ฟังเข้าไปไม่มากนัก
ยังไงก็เอาไปเผาอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องพิถีพิถันขนาดนั้น
เขาเลือกขนาดกลาง ๆ ไปตามใจ “6 นิ้วแล้วกันครับ”
แต่พอเลือกขนาดแล้ว เจ้าของร้านก็พูดขึ้นมาอีกว่า “รูปนี้เบลอไปหน่อยนะ มีรูปชัดกว่านี้ไหม? เดิมทีน่าจะเป็นรูปที่เก็บไว้ใช่ไหม ถ้าพิมพ์ขนาด 6 นิ้วจะยิ่งเบลอเข้าไปอีก”
“งั้นพิมพ์ขนาด 1 นิ้วก็แล้วกันครับ” เฉินจี้เอ่ย
นี่เป็นรูปหน้าตรงรูปเดียวของเหอซีที่เขาหาเจอ
เบลอก็ช่วยไม่ได้
เจ้าของร้านก้มหน้าก้มตาจัดการเครื่องพิมพ์ พลางเหลือบมองเฉินจี้อยู่หลายครั้ง “รับบริการครบวงจรไหม?”
“ไม่ครับ ช่วยหยิบธูป เทียน แล้วก็เงินกระดาษให้ผมหน่อยก็พอ” เฉินจี้ก้มหน้าต่ำอยู่ตลอด คนภายนอกมองเห็นเพียงเสี้ยวหน้าท่อนล่างของเขา
“จะเข้าไปในสุสานนี่เลยเหรอ? มาสักการะคนตายสินะ?” เจ้าของร้านพอจะเข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้เขานึกว่าเพิ่งมีคนตาย เลยถามว่าจะรับบริการครบวงจรไหม
แต่มีคนมาสักการะกันตอนดึกขนาดนี้ก็ไม่ค่อยได้เห็นจริง ๆ
เจ้าของร้านดึงถุงพลาสติกออกมา ก่อนหยิบเทียนแดงใส่ลงไปหลายเล่ม ปากก็ยังพูดต่อว่า “ใจกล้าใช้ได้นะ เวลานี้ยังกล้าเข้าไปในสุสาน…จะเอาธูปแบบไหนล่ะ มีทั้งแบบแพงหน่อยกับแบบธรรมดา”
“แล้วแต่ครับ” เฉินจี้ตอบด้วยสองคำเดิม
“งั้นฉันหยิบให้ตามที่เห็นสมควรนะ”
เจ้าของร้านทำธุรกิจมาหลายสิบปี สายตาดูคนแม่นยำมาก
ตั้งแต่เห็นเฉินจี้ครั้งแรก เขาก็รู้แล้วว่าไอ้หนุ่มคนนี้มีเงิน
ของที่เลือกให้จึงเป็นของแพงทั้งนั้น แถมยังยัดของจุกจิกสีสันฉูดฉาดลงไปอีกหลายอย่าง
“นี่โคมดอกบัว นี่โคมไฟนิรันดร์ แล้วก็อิฐทองกับอิฐเงินนี่รู้จักใช่ไหม? เมล็ดทองล่ะ? เดี๋ยวฉันใส่ให้สักหน่อย…”
เฉินจี้ไม่คัดค้านอะไรตอนเจ้าของร้านยัดของเหล่านั้นใส่ถุง
แต่พอเห็นเขาหยิบเงินกระดาษหลายราคาใส่ลงไป เฉินจี้ก็เอ่ยขึ้นกะทันหันว่า
“ไม่เอาพวกนี้ครับ เธอบอกว่าอยากได้เงินกระดาษทองเหลือง”
“เอาเงินกระดาษทองเหลืองเหรอ?” เจ้าของร้านชะงักไป “ดูที่ฉันหยิบให้สิ ใบที่ราคาต่ำสุดก็ยังตั้งพันหยวนแล้วนะ นี่ก็… 123… แล้วก็ยังมีเก้าตัวศูนย์อีก แบบนี้เผาให้ตั้งเยอะไม่ดีกว่าเหรอ? เงินกระดาษทองเหลืองเป็นแบบเก่าที่สุด เศษหลุดง่าย คลี่ก็ยาก แถมยังขาดง่ายอีก”
ที่สำคัญคือของนั่นราคาถูก
“ผมเอาแบบนี้ครับ” น้ำเสียงของเฉินจี้เรียบเฉย แต่หนักแน่นจนไม่มีใครกล้าแย้ง
“ได้” เจ้าของร้านรับคำ แล้วรีบเดินไปยกเงินกระดาษทองเหลืองมาหลายมัดจากตู้อีกใบ
ของพวกนี้ราคาค่อนข้างถูก เขาจึงใส่ให้เฉินจี้เยอะหน่อย เอาปริมาณมาชดเชยราคา
“ทั้งหมด 528 หยวน สแกนจ่ายหรือเงินสด?”
หลังจ่ายเงิน เฉินจี้หิ้วถุงที่อัดแน่นไปด้วยธูป เทียน และเงินกระดาษ เดินไปยังบริเวณที่เปลี่ยวกว่าเดิม
จนถึงสุดทางของแสงไฟถนน
เฉินจี้จุดธูปกับเทียน
เปลวเทียนไหววูบอยู่ในสายลมยามค่ำคืน ใบหน้าของเขามืดสลัวจนยากจะมองอารมณ์ออกภายใต้แสงไฟเช่นนี้
เขาหยิบรูปของเหอซีออกมา ยื่นเข้าใกล้เปลวเทียน พอไฟแตะมุมรูปเพียงนิดเดียว รูปก็ลุกไหม้ขึ้นทันที เปลวไฟเลียลามไปตามรูป
เฉินจี้ปล่อยมือก็ตอนที่ไฟเกือบจะลามถึงนิ้ว
รูปตกลงบนพื้นปูน แล้วถูกไฟเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
จากนั้นเฉินจี้ถึงเริ่มเผาของอย่างอื่น
เมื่อเพิ่มของลงไปกองไฟก็ยิ่งลุกโชน
เถ้าถ่านบางส่วนหมุนวนลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
เฉินจี้จำได้ว่าเคยมีคนพูดว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แสดงว่าผู้ตายมารับของแล้ว
เขาหันไปมองรอบด้าน
มีแต่ความเวิ้งว้างและเงียบงัน
สิ่งเดียวที่อยู่ใกล้เขาที่สุดคือหลุมศพในสุสาน ซึ่งมีเพียงกำแพงกั้นอยู่และอยู่ห่างออกไปราว 100 เมตร
เขาไม่รู้ว่าเหอซีอยู่ที่นี่หรือเปล่า กำลังมองเขาอยู่ไหม
แต่ผู้คนต่างบอกว่าคำพูดที่เอ่ยตอนสักการะผู้ตาย พวกเขาจะได้ยิน
เฉินจี้จึงกระแอมสองครั้ง ก่อนเอ่ยอย่างเก้อเขินเล็กน้อยว่า
“เธอ…ได้รับเงินหรือยัง?”
แน่นอนว่าเขาไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือมีอะไรผิดปกติจริง ๆ ลมดูเหมือนจะแรงขึ้น
พัดพาเถ้าถ่านให้ลอยวนไปทั่วมากกว่าเดิม
ราวกับมีของมากมายกำลังแย่งเงินกันอยู่ตรงนี้
เฉินจี้มองสุสานอันเงียบสงบที่อยู่ไกลออกไป ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง ก่อนจะพูดออกมาโดยไม่รู้ตัวว่า
“พวกคุณอย่าแย่งกับเธอ”
