หลิ่วหรูเยียนมองรอยฝ่ามือแดงบนใบหน้าน้องชาย ก่อนขมวดคิ้วกล่าวว่า
“แม้เขาจะผลาญทรัพย์สิน แต่แทบไม่เคยลงไม้ลงมือกับผู้ใด ที่สำคัญคือเขาสู้ใครไม่ชนะ จึงไม่มีทางทำร้ายเจ้าโดยไร้เหตุ
บอกมาเถิด เกิดเรื่องใดขึ้น”
หลิ่วเย่าจงชะงักไป ก่อนโอดครวญเสียงดังยิ่งกว่าเดิม “พี่หญิง! ข้าต่างหากที่เป็นน้องชายของท่าน น้องชายแท้ ๆ! ท่านหย่าขาดกับเจ้าสารเลวนั่นแล้ว เหตุใดยังเข้าข้างเขาอีก?”
หลิ่วเซียงหรูผู้เป็นบิดาได้ยินเสียงโอดครวญของหลิ่วเย่าจง จึงเดินเข้ามา และบังเอิญได้ยินคำว่าหย่าขาดพอดี
“หย่าขาดหรือ? เยียนเอ๋อร์ เจ้าหย่าขาดกับโจวหยวนแล้วหรือ?”
เดิมทีหลิ่วหรูเยียนก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง เมื่อบิดาได้ยินเข้าแล้ว นางจึงพยักหน้ายอมรับ “เจ้าค่ะ หนังสือหย่าขาดลงนามเรียบร้อยแล้ว”
“เจ้า... เฮ้อ ช่างเลอะเลือนนัก เหตุใดต้องหย่าขาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ด้วย? เจ้าจะให้คนภายนอกมองพวกเราอย่างไร? พอร่ำรวยขึ้นก็ไม่เห็นหัวผู้คนแล้วหรือ?”
หลิ่วหรูเยียนตอบอย่างสงบนิ่ง “แล้วท่านพ่อคิดว่าข้าควรหย่าขาดเมื่อใดจึงจะเหมาะสม? รอให้โจวหยวนผลาญทรัพย์สินตระกูลโจวจนหมดสิ้น หรือรอให้เขาก่อหนี้สินจนชดใช้ไม่ไหว? หากรอจนถึงตอนนั้นแล้วค่อยหย่าขาด ไม่เท่ากับลากตระกูลเราให้พลอยเดือดร้อนไปด้วยหรือ?”
หลิ่วเซียงหรูถูกถามจนพูดไม่ออก
ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงถอนหายใจ “หย่าก็หย่าเถิด การหย่าขาดก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน”
หลิ่วหรูเยียนพยักหน้า “ท่านพ่อไม่ต้องกังวล สินสอด 200 ตำลึงที่ได้รับมาในคราวนั้น ข้าคืนให้ตระกูลโจวแล้ว ตลอดสองปีมานี้ข้าก็ทำหน้าที่ภรรยาอย่างครบถ้วน ทั้งสองตระกูลจึงไม่มีสิ่งใดติดค้างกัน”
