หอพักหญิงฝั่งตรงข้าม มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งตกลงมาจากชั้น 7 แรงกระแทกมหาศาลทำให้ร่างของเธอแหลกกระจาย สิ่งที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือ ผู้ติดเชื้อหลายคนที่อยู่ด้านหลังเธอกระโจนตามลงมาด้วย ร่วงกระแทกพื้นต่อเนื่องกันราวกับเกี๊ยวถูกเทลงหม้อ
ชิงสุ่ยรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง เมื่อครู่มีคนเสียสติคนหนึ่งอยู่กลางอากาศ และสบตากับเธอ!
“เข้าไป! รีบเข้าไป!”
ชิงสุ่ยผลักทุกคนเข้าไปในห้องพักอย่างแรง!
เป็นอย่างที่คิด วินาทีถัดมา เสียงหัวเราะบ้าคลั่งแหลมสูงจนบาดแก้วหูก็ดังขึ้น “มีหมูให้เชือด! ฝั่งตรงข้ามมีหมูให้เชือดตั้งเยอะ ฮ่า ๆ ๆ จับฉีกเป็นชิ้น ๆ ฉีกพวกมันให้เละ!!”
อันเสี่ยวหลินตกใจจนทรุดลงกับพื้น ตัวสั่นเทิ้มจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ “ทำยังไงดี... ทำยังไงดี...”
เฉินอวี่ฮุ่ยเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เธอนั่งอยู่ข้างเตียง กระชากผมตัวเอง รอสายโทรศัพท์อย่างกระวนกระวาย
หลี่เวยอันตาแดงก่ำ นิ้วพิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว คอยย้ำเตือนเพื่อนนักศึกษาคนอื่น ๆ ในหอพักให้ล็อกประตูห้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่นาน เสียงกรีดร้องระงมก็ดังขึ้นทั่วทั้งอาคาร เสียงหนึ่งโหยหวนยิ่งกว่าอีกเสียง แค่ได้ยินก็ชวนให้ขนลุกซู่
“อ๊ากกก——!!”
“ช่วยด้วย——!”
“ห้ามส่งเสียง!” ชิงสุ่ยตวาดเตือน
อันเสี่ยวหลินน้ำตาไหลพราก รีบยกมือปิดปากแน่น ส่วนอีกสองคนก็หดตัวอยู่ตรงมุม ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ชิงสุ่ยแนบตัวกับกำแพง ตั้งใจฟังเสียงด้านนอก จากเสียงหัวเราะแหลมกับเสียงกรีดร้องที่ดังขาด ๆ หาย ๆ ในที่สุดเธอก็มั่นใจว่าพวกคนเสียสติกำลังค้นชั้น 1 กับชั้น 2!
ส่วนพวกเธออยู่ชั้น 4!
สัญชาตญาณบอกชิงสุ่ยว่าอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว!
หลี่เวยอันยกโทรศัพท์ขึ้น ดวงตาว่างเปล่า เสียงสั่นเครือ “ในกลุ่มบอกว่า... พวกคนเสียสติ... กำลังพังประตู...”
“แม่งเอ๊ย!”
เฉินอวี่ฮุ่ยอดสบถไม่ได้ “แล้วจะหนีไปซ่อนที่ไหนได้อีก?!”
ชิงสุ่ยลุกขึ้นฉับพลัน คว้ากระเป๋าเป้ใบหนึ่งมาเริ่มยัดอาหารใส่ลงไป
“อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนที่ซ่อน ไม่งั้นพวกมันจับเราได้แน่!”
อันเสี่ยวหลินร้องไห้จนแทบเสียสติ “เราจะไปไหนได้อีก?! เราวิ่งหนีพวกมันไม่ทัน แถมยังสู้ไม่ได้ด้วย! เจ้าพวกนี้น่ากลัวกว่าซอมบี้อีก!”
เฉินอวี่ฮุ่ยพึมพำอย่างสิ้นหวัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “พวกคนเสียสตินี่ฉลาดเกินไปแล้ว ซ่อนที่ไหน... ซ่อนที่ไหนถึงจะปลอดภัย...”
ควรไปทางไหน?
“ข้างล่าง”
ชิงสุ่ยไม่หยุดมือ ยัดของลงกระเป๋าเป้สองใบติดกัน ก่อนเงยหน้ามองอีกสามคนที่ยังยืนตะลึง สีหน้าจริงจัง “เชื่อฉัน”
หลี่เวยอันสูดหายใจลึก ๆ รีบเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่เคลื่อนไหวสะดวก แล้วเริ่มเก็บอาหารตามชิงสุ่ย
“เสี่ยวหลิน อวี่ฮุ่ย พวกเธอเอาผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มออกมาทั้งหมด แล้วมัดต่อกันเป็นเชือก พวกเราจะลงไปทางระเบียง”
อันเสี่ยวหลินมองอย่างไม่อยากเชื่อ ดวงตาแดงก่ำ เธอช่วยเฉินอวี่ฮุ่ยดึงผ้าปูที่นอนลงมา “ชิงสุ่ย ทำไมเราต้องลงไปข้างล่าง? พวกคนเสียสติกำลังอยู่ข้างล่างไม่ใช่เหรอ?”
“พวกคนเสียสติฉลาดมาก ที่ไหนพวกมันค้นไปแล้ว มีโอกาสถึง 70 เปอร์เซ็นต์ที่พวกมันจะไม่ย้อนกลับไปค้นซ้ำ” ชิงสุ่ยอธิบายอย่างรวดเร็ว มือก็เร่งทำงาน “ฉันเดาว่าพวกมันใกล้จะค้นมาถึงชั้น 4 แล้ว!”
เธอชำนาญการผูกผ้าปูที่นอนเข้าด้วยกันทีละสองผืน กะความยาวแล้วแน่ใจว่าพอ จึงพูดเสียงหนักแน่นว่า
“แต่ฉันก็แค่พนัน พนันว่าพวกมันจะไม่ย้อนกลับมา”
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดหลี่เวยอันก็หยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาก่อน “ฉันเชื่อเธอ มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงก็ต้องตายอยู่ดี”
เฉินอวี่ฮุ่ยสะพายกระเป๋าตาม แล้วพยักหน้า “ฉันก็เหมือนกัน”
อันเสี่ยวหลินกำชายเสื้อแน่น พยายามข่มความหวาดกลัว “ฉันด้วย... ฉันก็เหมือนกัน”
ในเวลานั้นเอง เสียงคำด่าหยาบคายของพวกคนเสียสติก็ดังมาจากนอกประตู
“เร็ว!”
ชิงสุ่ยรีบวิ่งไปที่ระเบียง ผูกผ้าปูที่นอนไว้กับราว
“ลงไปตามลำดับ!”
หลี่เวยอันกับอีกสองคนที่ถูกเธอเร่งเร้ามองอย่างงุนงง ชิงสุ่ยถึงเพิ่งนึกได้ว่าพวกเธอไม่ใช่เพื่อนร่วมทีมที่ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วนเหมือนในชีวิตก่อนของเธอ
“ฉันไปก่อนก็ได้”
เฉินอวี่ฮุ่ยเม้มริมฝีปาก “ฉันต้องทำยังไง?”
ชิงสุ่ยพันผ้าปูที่นอนไว้รอบตัวเธอหนึ่งรอบ จากนั้นให้เธอเหยียบลงบนท่อน้ำด้านนอกระเบียง
“ไม่ต้องกลัว ค่อย ๆ ไต่ลงไปตามท่อน้ำ พอลงถึงชั้น 2 ก็หลบอยู่ที่ระเบียง แล้วเขย่าเชือกสักสองสามที”
เฉินอวี่ฮุ่ยมองตาชิงสุ่ย กลืนคำถามที่ว่า ‘ถ้าข้างล่างมีคนเสียสติจะทำยังไง’ ลงคอ แล้วปล่อยมือรวดเดียว
ความรู้สึกไร้น้ำหนักพุ่งเข้าจู่โจม ความหวาดกลัวแผ่ซ่านในใจทันที ความรู้สึกที่มีเพียงผ้าปูที่นอนรองรับนั้นแย่เหลือเกิน เธอทำได้แค่กำผ้าแน่น ค่อย ๆ เลื่อนตัวลงไปทีละนิด
หลี่เวยอันส่งเสียงให้กำลังใจเบา ๆ จากระเบียง “ไม่ต้องกลัว ใกล้ถึงแล้ว ฉันจะรับเธอไว้”
เสียงกรีดร้องในละแวกใกล้เคียงดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ พวกคนเสียสติคงหาเจอที่นี่ในไม่ช้า!
อันเสี่ยวหลินเองก็รู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย เธอจ้องประตูเขม็ง ภาวนาสุดใจให้พวกปีศาจมัวแต่ทรมานคนอื่นต่ออีกสักพัก
ชิงสุ่ยจับตาหอพักหญิงฝั่งตรงข้าม โชคดีที่พวกคนเสียสติทางนั้นยังจมอยู่กับงานฉลองนองเลือด ไม่ทันสังเกตการเคลื่อนไหวของพวกเธอ
ฝ่ามือของเฉินอวี่ฮุ่ยถลอกจนแดงก่ำ แต่เธอไม่กล้าหยุดแม้แต่น้อย ในที่สุดเท้าก็เหยียบลงบนท่อน้ำด้านนอกระเบียงชั้น 2
จากตรงนี้มองเห็นเลือดกับเศษเนื้อเกลื่อนพื้น เธอหายใจหอบ กัดฟันปีนข้ามเข้าไปในระเบียง ปิดประตูระเบียงอย่างตื่นกลัว แล้วเขย่าผ้าปูที่นอนแรง ๆ
เมื่อได้รับสัญญาณ ชิงสุ่ยหันกลับมามองอีกสองคนที่เหลือ “ใครไปต่อ?”
หลี่เวยอันมองอันเสี่ยวหลินที่กำลังสั่นไม่หยุด แล้วถอนหายใจ “ฉันไปเอง”
ชิงสุ่ยจับมือเธอไว้ พูดเสียงเบา “ไม่ต้องกลัว”
หลี่เวยอันฝืนยิ้ม ก่อนปล่อยมือแล้วไถลลงไปอย่างรวดเร็ว
ตุบ
หัวใจชิงสุ่ยกระตุกวูบ ประตูห้องพัก... ถูกเคาะหนึ่งที!
ใบหน้าอันเสี่ยวหลินซีดเผือดในพริบตา
ตุบ ตุบ
ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ!!
ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ!!!
เสียงเคาะประตูจากที่ดังเนิบช้า ตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงทุบอย่างบ้าคลั่ง พร้อมคำด่าหยาบโลน ชิงสุ่ยแทบจินตนาการภาพใบหน้าบิดเบี้ยวของพวกคนเสียสติที่อยู่นอกประตูได้!
“เปิดประตู... รีบเปิดสิ... นังสารเลว เปิดประตูให้ฉัน!!!”
“เปิดประตู ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ฉันแค่หิวนิดหน่อย... ฮิ ๆ... รีบเปิด ไม่งั้นฉันจะใช้มือฉีกกระชากร่างแกให้เละเลย อ๊ากกกก——! เปิดประตู! เปิดเดี๋ยวนี้!! เปิดสิ!!!!”
“นังตัวดีทั้งหลาย คิดจะหนีไปไหน? รอให้ฉันไปเชือดคอพวกแกดีกว่า ฮ่า ๆ... ฮ่า ๆ ๆ!!”
ปัง ปัง ปัง!
เสียงเคาะประตูเปลี่ยนเป็นเสียงกระแทกรุนแรงทันที ชิงสุ่ยดีใจที่รีบเอาของไปขวางประตูไว้แต่เนิ่น ๆ อย่างน้อยก็ช่วยถ่วงเวลาให้พวกเธอได้อีกหน่อย
เธอก้มหน้าพูดกับหลี่เวยอันที่ห้อยอยู่กลางอากาศ “อย่าตื่นตระหนก”
หลี่เวยอันได้ยินเสียงกระแทกหนัก ๆ จากชั้นบนเลือนราง ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเร่งไถลลงไปสุดชีวิต
“โครม!”
กลอนประตูถูกกระแทกจนพัง บานประตูกระแทกเข้ากับโครงเตียงอย่างแรง เกิดเสียงดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก!
ชิงสุ่ยหันไปตะโกนใส่อันเสี่ยวหลิน “ดูแลเธอไว้!”
พูดจบก็หันกลับไปพุ่งเข้าห้องพัก ลากโครงเตียงอีกตัวมาขวางซ้อนหน้าโครงเตียงที่กั้นประตูอยู่อย่างสุดแรง
“ชิงสุ่ย!” อันเสี่ยวหลินกำผ้าปูที่นอนไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ชิงสุ่ยไม่หันกลับมา “เธอไปก่อน!”
เสียงของเธอยิ่งทำให้พวกคนเสียสติด้านนอกเดือดดาล คำด่าทอพลันบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
“นังสารเลว... นังสารเลว!!!! ไอ้พวกสวะ! ฉันจะควักลูกตาแก แล้วจับแกยัดเข้าไปในท้อง—”
“ไม่ต้องกลัว รีบเปิดประตู... มาเล่นกับฉันสิ...”
อันเสี่ยวหลินมือสั่นขณะพันผ้าปูที่นอนไว้รอบตัว แล้วทำตามเฉินอวี่ฮุ่ยกับหลี่เวยอัน ยืนอยู่บนท่อน้ำ
เธอมองชิงสุ่ยที่กำลังออกแรงต้านประตูสุดชีวิต กัดฟันแล้วค่อย ๆ หย่อนตัวลง อันเสี่ยวหลินเกลียดเหลือเกินที่ตัวเองไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้เป็นครั้งแรก เธอกัดริมฝีปากแน่น บังคับตัวเองไม่ให้ก้มมอง
ในที่สุด เธอก็เหยียบลงบนท่อน้ำด้านนอกระเบียงชั้น 3 และพอจะได้ยินเสียงของเฉินอวี่ฮุ่ยกับหลี่เวยอันราง ๆ แต่ตอนที่เธอออกแรงจะเลื่อนลงไปต่อ เสียง “แควก” ก็ดังขึ้น ผ้าปูที่นอนขาดอย่างชัดเจน
ไม่ ไม่! รูม่านตาอันเสี่ยวหลินหดวูบ!
ค่อย ๆ ลง ไม่ขาดหรอก ไม่ขาดแน่ ค่อย ๆ ไป
เธอขยับอีกครั้ง เสียงฉีกขาดดังชัดกว่าเดิม
“เวยอัน อวี่ฮุ่ย” ใบหน้าอันเสี่ยวหลินซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความกลัวจนถึงขีดสุด น้ำเสียงแทบไร้ความรู้สึก “เชือก... กำลังจะขาดแล้ว”
เธอคงต้องตายแล้ว
ใบหน้าของหลี่เวยอันกับเฉินอวี่ฮุ่ยซีดเผือดในพริบตา
เฉินอวี่ฮุ่ยสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ทำเสียงเรียบเพื่อปลอบเธอ “มันปริเป็นเรื่องปกติ แต่ยังไม่ถึงกับขาดหรอก ค่อย ๆ ลงมา พวกเรารับขาเธอไว้ได้”
“ลงมาเถอะ พวกเราจะรับเธอไว้เอง”
สมองของอันเสี่ยวหลินว่างเปล่า เธอกัดฟันไถลลงต่อ แต่ขากลับอ่อนแรง ร่างทั้งร่างร่วงดิ่งลงไป!
ท้องฟ้าเบื้องบนหมุนคว้างพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาพมากมายวาบผ่านสมองของเธอ แต่สุดท้ายกลับหยุดอยู่ที่พ่อแม่
เธอยิ้มอย่างสิ้นหวัง นึกไม่ถึงว่าในเวลาแบบนี้ คนที่เธอนึกถึงกลับยังเป็นพ่อแม่คู่นั้น
วินาทีถัดมา เธอก็หยุดตก
มีคนคว้าผ้าเป็นเชือกไว้ แล้วค่อย ๆ ดึงเธอขึ้นไป!
หลี่เวยอันกับเฉินอวี่ฮุ่ยออกแรงทั้งหมดที่มี ในที่สุดก็ช่วยกันดึงอันเสี่ยวหลินขึ้นมาได้ เฉินอวี่ฮุ่ยรีบแก้เชือกผ้าออกจากตัวเธอ แล้วเขย่ามันแรง ๆ เพื่อส่งสัญญาณให้ชิงสุ่ยที่อยู่ชั้นบน
ชิงสุ่ยที่แทบต้านประตูไม่ไหวในที่สุดก็ผ่อนลมหายใจ เธอรีบวิ่งไปที่ระเบียง ตัดเชือกผ้าทิ้งในคราวเดียว แล้วใช้มือเท้าปีนไถลลงมาตามท่อน้ำที่ติดอยู่บนกำแพง
เธอออกแรงส่งจากขาทั้งสองข้าง ก่อนก้มตัวกระโจนเข้าไปในระเบียงชั้น 2 ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทั้งสามคน
ตลอดกระบวนการ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาที
