เสียงสตรีดังแทรกเข้าสู่ห้วงจิต เจียงหลินเยวียนพลันสะดุ้ง ไม่รู้ว่าผู้อาวุโสท่านใดกำลังส่งกระแสเสียงมา
สตรีผู้นั้นหัวเราะเบา ๆ ก่อนส่งกระแสเสียงต่อว่า “ข้าจีหว่านหลิง เป็นผู้อาวุโสแห่งยอดเขาเทียนเสวียน ฉู่หนิงซวงเป็นศิษย์น้องของข้า นางให้ข้ามารับเจ้า”
เจียงหลินเยวียนพลันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมา
ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาเทียนเสวียนอุตส่าห์มาหนุนหลังให้ฉัน แบบนี้เส้นใหญ่สุด ๆ ไปเลย
แต่ถึงจะมีเส้นใหญ่แค่ไหน เจ้าหมอนั่นก็อยู่ขั้นหลอมปราณชั้นสี่ ส่วนฉันเพิ่งขั้นหลอมปราณชั้นสอง ถ้าสู้กันจริง ๆ คงทนได้ไม่ถึงสามกระบวนท่า จะให้ผู้อาวุโสลงมือแทนก็ไม่ได้เสียด้วย
จีหว่านหลิงคล้ายสัมผัสได้ถึงความกังวลของเจียงหลินเยวียน จึงส่งกระแสเสียงมาอย่างไม่ใส่ใจว่า “เจ้าลงมือได้เต็มที่ มีข้าอยู่ เขาทำอะไรเจ้าไม่ได้ รีบจัดการคนพวกนี้ให้เสร็จ แล้วไปพบหนิงซวงกับข้า”
เจียงหลินเยวียนยิ้มจนหน้าบาน มีคนหนุนหลังขนาดนี้ ยังจะต้องกลัวอะไรอีก?
หานเยี่ยนชิวเห็นเขาไม่ขยับอยู่นาน เอาแต่ยืนยิ้มบื้อ ๆ จึงคิดว่าเขากลัวจนหัวหด กำลังจะพูดจาข่มขวัญต่อ
เจียงหลินเยวียนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “กางเกงใครหลวมจนทำของบ้า ๆ แบบนี้หล่นออกมากัน?”
หานเยี่ยนชิวโกรธจนหน้าแดง ดวงตาเรียวสามเหลี่ยมถลึงขึ้น เตรียมชักกระบี่
“เดี๋ยวก่อน” เจียงหลินเยวียนยกมือห้าม “เรื่องชกต่อยยังไม่ต้องรีบ”
“ตอนนี้กลัวแล้วหรือ? ก่อนหน้านี้มัวทำอะไรอยู่?”
“กฎสำนักห้ามศิษย์ตีกันเอง ศิษย์พี่หานคิดว่าตำหนักถามมรรคมีไว้ประดับหรือ?”
สีหน้าหานเยี่ยนชิวหม่นลงกว่าเดิม “เจ้าคิดจะเอาตำหนักถามมรรคมาขู่ข้าหรือ?”
เจียงหลินเยวียนเดินเข้าไปสองก้าว “ข้าว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า เรามาประลองเดิมพันกัน ถ้าข้าแพ้ก็จะทำตามที่เจ้าว่า แต่ถ้าเจ้าแพ้ก็ทิ้งถุงเก็บของไว้ ทั้งสองฝ่ายสมัครใจ เช่นนี้ก็ไม่ผิดกฎสำนัก ศิษย์พี่หานคิดว่าอย่างไร?”
หานเยี่ยนชิวยังไม่ตอบตกลงในทันที เพราะทรัพย์สินทั้งหมดของเขาอยู่ในถุงเก็บของ
จ้าวเยว่ชวนขอให้เขาออกหน้าให้ แลกกับค่าตอบแทนศิลาวิญญาณระดับต่ำ 50 ก้อน แต่จ้าวเยว่ชวนจ่ายมัดจำมาเพียง 30 ก้อน
หากเอาถุงเก็บของทั้งใบมาเดิมพัน ความเสี่ยงย่อมเพิ่มขึ้น ศิลาวิญญาณ 50 ก้อนคงไม่พอ
หานเยี่ยนชิวหันไปกระซิบกับจ้าวเยว่ชวน “เดิมพันคราวนี้ต้องเพิ่มเงิน หลังเสร็จเรื่องแล้วจ่ายศิลาวิญญาณให้ข้าอีก 50 ก้อน”
จ้าวเยว่ชวนกัดฟันแน่นแทบแหลก
พอเพิ่มเงินเข้าไป ยอดรวมก็พุ่งเป็น 80 ก้อนแล้ว สู้คืนเงินที่เขาหักไว้ตลอดปีให้เจียงหลินเยวียนเสียยังจะดีกว่า
แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็เหมือนลูกธนูพาดสาย ย่อมต้องปล่อยออกไป
จ้าวเยว่ชวนกัดฟันตอบ “ได้ หลังจากนี้ข้าจะจ่ายเพิ่มให้อีก 50 ก้อน”
หานเยี่ยนชิวจึงหันกลับมา เชิดคางขึ้นกล่าวว่า “เดิมพันได้ แต่ห้ามใช้ศาสตราอาคม ประลองกันด้วยการบำเพ็ญของตนเท่านั้น”
เจียงหลินเยวียนโบกมือส่ง ๆ “ได้สิ แพ้แล้วอย่าร้องไห้ก็แล้วกัน”
ศิษย์รับใช้สิบกว่าคนที่อยู่รอบ ๆ ต่างถอยออกไป เปิดพื้นที่ให้พวกเขาประลองกัน
หานเยี่ยนชิวมีรากวิญญาณธาตุไฟ มือซ้ายประสานเคล็ด มือขวาสั่งสมพลัง ตั้งใจจะซัดลูกไฟขนาดใหญ่ใส่ก่อน
แต่ทันทีที่เคล็ดวิชาเริ่มทำงาน ปราณแท้ในร่างของเขาก็หายวับไป
ตันเถียนว่างเปล่าไร้สิ่งใด
เขาสะบัดมือกระตุ้นพลังอยู่สองครั้ง ทว่ากลับไม่เกิดอะไรขึ้น เรียกเสียงหัวเราะครืนจากคนรอบข้าง
สมองของหานเยี่ยนชิวพลันสับสนอลหม่าน
พลังบำเพ็ญของข้าล่ะ?
ขั้นหลอมปราณชั้นสี่ พลังบำเพ็ญสูงส่งถึงเพียงนั้น หายไปในพริบตาได้อย่างไร?
เจียงหลินเยวียนไม่สนใจเรื่องพวกนั้น เขาพุ่งตัวไปอยู่ตรงหน้าหานเยี่ยนชิวในชั่วพริบตา แล้วกระแทกศอกเข้ากลางอกอีกฝ่ายอย่างแรง
ปัง!
หานเยี่ยนชิวถอยกรูดไปหลายก้าว ยังไม่ทันยืนมั่น เจียงหลินเยวียนก็ตามไปซัดหมัดเข้าที่จมูกอย่างหนัก จนเลือดสาดราวดอกท้อผลิบานนับหมื่น
เจียงหลินเยวียนเตะซ้ำเข้าที่ท้องน้อยของหานเยี่ยนชิว
หานเยี่ยนชิวงอตัว ก่อนล้มลงไปกองกับพื้นโคลน
ร่างกายของผู้บำเพ็ญขั้นหลอมปราณชั้นสี่ย่อมแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาอยู่บ้าง แต่เมื่อปราศจากปราณแท้ก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีต่อเนื่องของเจียงหลินเยวียนได้
เจียงหลินเยวียนขึ้นคร่อมหานเยี่ยนชิว ระดมหมัดสองข้างซัดใส่ใบหน้าไม่ยั้ง
หานเยี่ยนชิวถูกชกจนหน้าเปื้อนเลือด
เจียงหลินเยวียนยังไม่หนำใจ เขาลุกขึ้นแล้วเงื้อเท้าเตะใส่หว่างขาอีกฝ่าย
หานเยี่ยนชิวรีบหนีบขาเข้าหากัน “ข้ายอมแพ้! ตรงนั้นเตะไม่ได้ ข้ายอมแพ้แล้ว!”
เจียงหลินเยวียนหยุดเท้าค้างกลางอากาศ “ศิษย์พี่หาน ส่งถุงเก็บของมาเถอะ”
หานเยี่ยนชิวงอตัว มือหนึ่งกุมหน้า อีกมือกุมเป้า แต่ยังคงนิ่งไม่ขยับ
ในถุงเก็บของมีศิลาวิญญาณ โอสถ กระบี่เหิน และกระสวยเมฆาเลื่อน
หากต้องส่งมอบไปจริง ๆ ทรัพย์สินที่เขาสะสมมาหลายปีก็จะหายวับไปทั้งหมด
เจียงหลินเยวียนกดเท้าลงไปอีกครึ่งชุ่น
หานเยี่ยนชิวสะดุ้งเฮือก ไม่กล้าถ่วงเวลาอีก รีบควักถุงเก็บของออกมา ลบรอยประทับญาณจิตบนถุง แล้วส่งให้ด้วยสองมือ
เจียงหลินเยวียนใช้ญาณจิตกวาดดู ข้างในมีศิลาวิญญาณระดับต่ำ 42 ก้อน กระบี่เหิน กระสวยเมฆาเลื่อน และโอสถอีกหลายขวด
รอบนี้ได้กำไรเต็ม ๆ
จ้าวเยว่ชวนเห็นหานเยี่ยนชิวถูกจัดการจนอยู่หมัด ขาทั้งสองก็สั่นไม่หยุด
แม้แต่ศิษย์พี่สายในขั้นหลอมปราณชั้นสี่ยังถูกซ้อมจนเป็นสภาพนี้ เขาจึงตกใจจนสติหลุด
ตุบ!
จ้าวเยว่ชวนคุกเข่าลงกับพื้น แล้วยื่นถุงเก็บของออกมาเอง “ศิษย์พี่เจียง นี่คือเงินชดเชยตลอดหนึ่งปี”
เจียงหลินเยวียนไม่ได้รับถุงเก็บของในทันที แต่หันไปมองศิษย์รับใช้ที่อยู่รอบ ๆ
“ทุกคนเห็นชัดแล้วใช่ไหม เขาหักเงินประจำเดือนของข้าไปหนึ่งปี ตอนนี้จึงคืนของที่ยักยอกมา จ้าวเยว่ชวน เจ้าพูดเองสิ นอกจากของที่ยักยอกไปแล้ว ยังมีอะไรเกินกว่านั้นอีกหรือไม่?”
จ้าวเยว่ชวนรีบส่ายหน้า “ไม่มี ไม่มี ทั้งหมดเป็นเงินประจำเดือนที่ชดเชยให้ศิษย์พี่เจียง”
ศิษย์รับใช้สิบกว่าคนต่างพยักหน้า ยืนยันว่าได้ยินชัดเจน เจียงหลินเยวียนจึงเก็บถุงเก็บของไป
การจัดการเช่นนี้ปิดทางที่จ้าวเยว่ชวนจะใส่ร้ายเขากลับอย่างสิ้นเชิง
เจิ้งโม่เซิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็ขวัญหนีดีฝ่อ เขาไม่มีถุงเก็บของ จึงทำได้เพียงควักโอสถหนึ่งขวดกับศิลาวิญญาณระดับต่ำ 5 ก้อนจากอกเสื้อ ส่งให้เจียงหลินเยวียนชดเชยอย่างว่าง่าย
เจียงหลินเยวียนก็ไม่เกรงใจ
ก่อนหน้านี้เจิ้งโม่เซิงชอบแย่งของของเขาอยู่บ่อยครั้ง ตอนนี้ได้ทวงคืนทั้งต้นทั้งดอก ย่อมสมเหตุสมผลแล้ว
เมื่อเก็บเงินชดเชยครบ เจียงหลินเยวียนเดินไปหาศิษย์รับใช้ที่มาแจ้งข่าว แล้วโยนศิลาวิญญาณระดับต่ำให้สองก้อน “คราวหน้ามีข่าวอะไรก็มาหาข้า ข้าไม่ให้เจ้าขาดทุนหรอก”
ศิษย์รับใช้ที่มาแจ้งข่าวรับศิลาวิญญาณไว้ กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เจียงหลินเยวียนหันไปมองจ้าวเยว่ชวนอีกครั้ง “ถ้าอยากลองชิมฝีมือข้า ก็แก้แค้นเขาได้ตามสบาย”
จ้าวเยว่ชวนก้มหน้า รีบกล่าวว่าไม่กล้า
เจียงหลินเยวียนออกจากสวนเลี้ยงวิญญาณ เดินไปได้ระยะหนึ่งก็เห็นสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า
นางสวมอาภรณ์เวทสีแดงเข้ม ใช้สายคาดสีชาดรัดเอวบาง บริเวณเอวห้อยถุงใส่ยา รูปร่างสมส่วน คิ้วตาเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน
เจียงหลินเยวียนรู้ดีว่านางคือผู้อาวุโสที่เพิ่งช่วยหนุนหลังเขาเมื่อครู่
จีหว่านหลิงมองเขา “เจ้าหนู เจ้าไหวพริบไม่เลว”
เจียงหลินเยวียนยิ้มพลางประสานมือคารวะ “ผู้อาวุโสอุตส่าห์หนุนหลังให้ข้า หากข้าไม่รู้จักพลิกแพลงบ้าง มิใช่ทำให้ผู้อาวุโสเสียหน้าหรือขอรับ”
จีหว่านหลิงถูกเขาหยอกจนหัวเราะงอตัว
เจ้าหนุ่มคนนี้พลังบำเพ็ญไม่สูง แต่ใจกล้าไม่น้อย พบผู้อาวุโสแล้วยังกล้าพูดหยอกเย้า
ทั้งกล้าสู้กล้าลุย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ขั้นหลอมปราณชั้นสี่ ก็ลงมืออย่างไม่ลังเล
แต่เมื่อนึกถึงพรสวรรค์ของเขา นางก็อดส่ายหน้าไม่ได้
จีหว่านหลิงเอ่ยอย่างเสียดาย “น่าเสียดาย เจ้ามีรากวิญญาณห้าธาตุ ต่อให้มีเพียงสามธาตุ ข้าก็ยังพอรับเจ้าไว้ที่ยอดเขาเทียนเสวียนได้”
เจียงหลินเยวียนไม่ได้ตอบ ความลับของเจดีย์ปฐมบรรพกาลแห่งปฐพีฟ้าหลอมรวมย่อมเปิดเผยให้ผู้อื่นรู้ไม่ได้
จีหว่านหลิงยกมือปล่อยแสงสีทองสายหนึ่ง พยุงเจียงหลินเยวียนขึ้นแล้วพาเหาะไปยังถ้ำพำนักของฉู่หนิงซวง
ฉู่หนิงซวงเปลี่ยนมาสวมกระโปรงยาวสีขาวแล้ว แก้มแดงระเรื่อเป็นปื้นใหญ่ สีสันยิ่งสดใสกว่าเมื่อครู่
เมื่อเห็นเจียงหลินเยวียนเข้ามา นางก็เผลอยกมือจัดคอเสื้อของตน
เจียงหลินเยวียนประสานมือคารวะ “คารวะผู้อาวุโสฉู่”
