ภายในห้องทรงพระอักษร ควันชาลอยอ้อยอิ่ง
เซียวจิ่งเหยียนประทับอยู่หลังโต๊ะทรงพระอักษร พระหัตถ์กำรายงานด่วนจากชายแดนไว้แน่น พระขนงขมวดมุ่น
ข่าวพวกหนานหมานบุกชายแดนส่งมาถึงเมื่อสามวันก่อน หมู่บ้านและเมืองชายแดนหลายแห่งถูกปล้นจนเกลี้ยง แม่ทัพรักษาชายแดนเสียชีวิตในสนามรบ ชาวบ้านพลัดถิ่นไร้ที่พึ่ง
ในราชสำนักถกเถียงกันมาสามวันแล้ว ฝ่ายสันติกล่าวว่าพวกหนานหมานก็แค่ก่อกวนเล็กน้อย ส่งทูตไปปลอบขวัญก็พอ
ฝ่ายสงครามกล่าวว่า หากไม่ตอบโต้ให้รู้สำนึก พวกหนานหมานก็จะยิ่งได้คืบเอาศอก
เซียวจิ่งเหยียนฟังจนรำคาญ วันนี้จึงไม่เรียกใครเข้าเฝ้า สั่งให้คนไปเชิญเสิ่นเซ่อมาเพียงคนเดียว
ตอนเสิ่นเซ่อเดินเข้ามาในห้องทรงพระอักษร เขายังสวมชุดฝึกยุทธแขนแคบ หน้าผากมีเหงื่อบาง ๆ ซึมอยู่
เขาประสานหมัดคำนับ “ฝ่าบาท”
“นั่งสิ” เซียวจิ่งเหยียนชี้ไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แล้วเลื่อนรายงานด่วนไปตรงหน้าเขา “ลองอ่านดู”
เสิ่นเซ่อรับมา กวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว คิ้วขมวดตามไปด้วย
“คราวนี้พวกหนานหมานไม่ได้แค่ก่อกวนเล็กน้อย พวกมันเผาหมู่บ้านไปสามแห่ง ฆ่าคนไปกว่าร้อย นี่คือการหยั่งเชิง”
“เราก็คิดเช่นนั้น” เซียวจิ่งเหยียนเอนพระวรกายพิงพนักเก้าอี้ ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ “หากไม่ตอบโต้ให้รู้สำนึก พวกหนานหมานก็จะคิดว่าแคว้นหยุนอ่อนแอและรังแกได้ง่าย เราตั้งใจจะส่งทัพไปทำศึกหนัก ให้คนพวกนั้นรู้ว่าแคว้นหยุนมีน้ำหนักเพียงใด”
เสิ่นเซ่อพยักหน้า “กระหม่อมก็คิดเช่นนั้น พวกหนานหมานรังแกคนอ่อนแอ แต่กลัวคนแข็งกร้าว ยิ่งถอยให้ พวกมันก็ยิ่งคิดว่ารังแกเราได้ง่าย ทำศึกหนักสักครั้ง อย่างน้อยก็รักษาความสงบที่ชายแดนได้สามถึงห้าปี”
ก่อนหน้านี้พวกหนานหมานเคยคิดว่าแคว้นหยุนรังแกได้ง่าย จึงเคยยื่นข้อเสนอว่า หากส่งองค์หญิงสูงศักดิ์สักสองสามพระองค์ไปให้พวกมันเล่นด้วย บางทีพวกมันอาจพิจารณาปล่อยแคว้นหยุนไป
อดีตฮ่องเต้ย่อมไม่ทรงยินยอม จึงส่งทัพไปทำศึกกับพวกหนานหมานทันที
นับจากสงครามครั้งก่อนเพิ่งผ่านไปไม่ถึงสิบปี พวกหนานหมานก็กลับมารุกรานอีกครั้ง
เซียวจิ่งเหยียนมองเขา “เราตั้งใจจะให้เจ้านำทัพ”
เสิ่นเซ่อไม่ลังเล ประสานหมัดกล่าวว่า “กระหม่อมรับพระบัญชา”
