ยามค่ำคืน เสิ่นฮวากำลังนอนขดอยู่บนโซฟาเลื่อนดูมือถือ
เธอเปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านหลวม ๆ ยกเท้าขึ้นพาดขอบโต๊ะกลาง เอนตัวพิงพนักโซฟาอย่างเกียจคร้านสุดขีด
หลังฟูเหยียนสิงกลับไปตอนกลางวัน เธอก็นอนต่ออีกงีบ พอตื่นขึ้นมาก็เป็นบ่ายสองแล้ว
ไม่รู้ว่า 001 หายไปไหน ในตู้เย็นมีวัตถุดิบกับผลไม้หั่นเตรียมไว้ล่วงหน้า เธอกินอะไรพอรองท้องแล้วก็แผ่อยู่แบบนั้นมาจนถึงตอนนี้
ต้องยอมรับว่า การไม่ต้องไปทำงาน ไม่ต้องเข้าสังคม ไม่ต้องรับมือกับใคร เป็นชีวิตที่สบายเสียจริง
ถ้าไม่ใช่เพราะยังมีภารกิจค้างอยู่ เสิ่นฮวาก็อยากนอนแผ่อย่างนี้ไปตลอดชีวิต
เธอชอบนอนแผ่ นี่แหละเหตุผลที่เธอรั้งท้ายอยู่เสมอ
ขณะที่กำลังเลื่อนดูคลิปสั้น ๆ จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากนอกประตู คล้ายมีอะไรบางอย่างถูกลากไปบนพื้น ปะปนกับเสียงพูดคุยทุ้มต่ำสองสามคำ
เสิ่นฮวาเงี่ยหูฟัง ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ใครมาอีกล่ะ?
เธอวางมือถือ เดินไปตรงโถงทางเข้า แล้วมองออกไปผ่านช่องตาแมวตามความเคยชิน
ทำไมถึงเป็นฟูเหยียนสิงอีกแล้ว?
ข้างกายเขามีกระเป๋าเดินทางห้าหกใบวางกองอยู่ ทั้งใบใหญ่ใบเล็กจัดเรียงเป็นระเบียบเต็มทางเดิน
ข้าง ๆ ยังมีพนักงานในชุดยูนิฟอร์มสองคน กำลังยกกระเป๋าใบสุดท้ายออกมาจากลิฟต์
เสิ่นฮวา “……”
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?
เธอเปิดประตู ยื่นตัวออกมาครึ่งหนึ่ง สายตากวาดไปมาระหว่างกองกระเป๋ากับฟูเหยียนสิงสองรอบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
“คุณนี่…กำลังจะย้ายบ้านเหรอ?”
พอฟูเหยียนสิงเห็นเธอ ความเคร่งขรึมในแววตาก็อ่อนลงทันที
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม ดูสดชื่นกว่าตอนกลางวันมาก แต่ความอ่อนโยนในดวงตากลับปิดไม่มิด
“ไม่ได้ย้ายบ้าน” เขาพูด “ผมมาดูแลคุณ”
เสิ่นฮวา “...อะไรนะ?”
เธอยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจความหมายของประโยคนั้น ฟูเหยียนสิงก็หันข้างแล้วพยักหน้าให้พนักงานสองคนนั้น
ทั้งคู่เข้าใจ วางกระเป๋าใบสุดท้ายลง โค้งคำนับเล็กน้อย แล้วหันหลังเดินเข้าไปในลิฟต์
ในทางเดินจึงเหลือเพียงพวกเขาสองคนกับกระเป๋าเดินทางกองใหญ่
ฟูเหยียนสิงก้มลง หิ้วกระเป๋าใบใหญ่ที่สุดสองใบด้วยมือเดียว แล้วเดินผ่านเสิ่นฮวาตรงเข้าไปในห้องนั่งเล่น
