หลังอาหารกลางวัน หลี่ซื่อเรียกฉินเล่ออันออกมาพบ
นางขมวดคิ้วแน่น “ตอนแรกเจ้าหัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมแต่งกับซื่อจื่อเซี่ย บัดนี้ลองดูเถิด เขาดีต่อฉินจิ่วเวยเพียงใด!”
“ซื่อจื่อเซี่ยใส่ใจฉินจิ่วเวยถึงเพียงนี้ ต่อไปพวกเราจะรังแกนางอย่างหนักหน่วงเช่นเคยอีกมิได้แล้ว”
หลี่ซื่อเอ่ยอย่างเดือดดาล “ดูทางที่ดีที่เจ้าเลือกเองเถิด! ปล่อยให้บุตรอนุคนนั้นขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้!”
ให้ต้องทนเห็นฉินจิ่วเวยมีชีวิตที่ดี ช่างทุกข์ทรมานยิ่งกว่าฆ่านางเสียอีก!
ฉินเล่ออันเบ้ปาก
เมื่อครู่ นางก็โกรธยิ่งนัก ทว่าเพียงไม่นานก็คิดตก
บัดนี้ต่อให้เซี่ยเยี่ยนหลี่ดีต่อฉินจิ่วเวยเพียงใด แล้วจะเป็นไรไป?
อีกหนึ่งเดือนเขาก็จะกลายเป็นคนขาพิการ! เป็นง่อยเปลี้ย!
ฉินจิ่วเวยก็ได้แต่ต้องดูแลสามีพิการไปวัน ๆ เท่านั้น!
ฉินเล่ออันเชิดคางขึ้น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
“ท่านแม่ วันหน้าข้าจะต้องขึ้นเป็นฮองเฮา! จวนโหวเล็ก ๆ จะนับประสาอะไร?”
“เมื่อข้าขึ้นเป็นฮองเฮาแล้ว จะทูลขอพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ท่านแม่! ให้ท่านแม่ได้เป็นกาวหมิงฟูเหรินขั้นหนึ่ง!”
เมื่อได้ฟังวาจาอาจหาญเช่นนั้น หลี่ซื่อก็อดตื่นเต้นขึ้นมามิได้
“แม่เชื่อเจ้า ภายภาคหน้าเจ้าจะต้องอยู่ดีกว่าฉินจิ่วเวยคนชั้นต่ำผู้นั้นแน่!”
สองแม่ลูกพูดจบก็กลับเข้าเรือนใหญ่
เซี่ยเยี่ยนหลี่และฉินจิ่วเวยกำลังเตรียมตัวกลับจวนโหวพอดี
บิดาฉินรีบลุกขึ้นเอ่ยว่า “ข้าจะไปส่งพวกเจ้าถึงหน้าจวน”
คนทั้งหลายเพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูเรือน ทันใดนั้นบนขอบฟ้าก็มีเมฆดำทะมึนกลุ่มหนึ่งลอยทะมึนเข้ามา
เม็ดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วตกลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เริ่มแรกมีเพียงประปรายไม่กี่หยด เพียงพริบตากลับเทลงมาราวกับน้ำตก
