ภายในตำหนักเงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก
จักรพรรดิอ้าพระโอษฐ์ค้าง สีหน้าชะงักนิ่งอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเค้นเสียงออกมาได้
“...อะไรนะ?”
“หม่อมฉันบอกว่า” หนานสวี่ชักมือกลับ น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล “หม่อมฉันจะแต่งตั้งไท่ฟู่จี้เป็นราชบุตรเขยเพคะ”
จักรพรรดิผุดลุกขึ้นยืนทันที “เหลวไหล! จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร!”
“เหตุใดจะไม่ได้เพคะ? เรื่องแต่งงานของหม่อมฉัน หม่อมฉันย่อมตัดสินใจเอง เสด็จพ่อเพิ่งทรงรับปากไปแล้วนะเพคะ”
จักรพรรดิถูกนางย้อนจนพูดไม่ออก ทั้งร้อนใจทั้งขุ่นเคือง ก่อนจะหันไปมองจี้กวนหลาน
“ไท่ฟู่ลองฟังสิ เด็กคนนี้...”
จากนั้นก็หันกลับมาพูดกับหนานสวี่ด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “สวี่เอ๋อร์ ไท่ฟู่เป็นขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก พวกเจ้า...พวกเจ้าไม่เหมาะสมกัน!”
“ไม่เหมาะสมตรงไหนเพคะ? เขายังไม่ได้แต่งงาน หม่อมฉันก็ยังไม่ออกเรือน เขามีรูปลักษณ์และคุณธรรมสง่างาม ส่วนหม่อมฉันก็อยู่ในวัยงดงาม เป็นคู่ที่สวรรค์ลิขิตมาให้กันชัด ๆ เพคะ”
จักรพรรดิทั้งฉิวทั้งขัน “สวี่เอ๋อร์ เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ”
หนานสวี่หุบยิ้ม “ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันก็จะไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์”
สิ้นเสียง จักรพรรดิกับจี้กวนหลานก็เอ่ยขึ้นแทบจะพร้อมกัน
“ไม่ได้!”
สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันในตำหนัก เสียงหนึ่งร้อนรน อีกเสียงหนักแน่น
สายตาของหนานสวี่ทอดผ่านจักรพรรดิไปหยุดอยู่ที่จี้กวนหลาน
หลังเอ่ยคำสองคำนั้นจบ ชายหนุ่มก็เม้มริมฝีปากแน่น ลูกกระเดือกขยับเล็กน้อย ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าปฏิกิริยาของตนเมื่อครู่ดูเสียอาการไปบ้าง
หนานสวี่ยิ้ม ก่อนลุกขึ้นเดินไปหยุดตรงหน้าจี้กวนหลานอย่างไม่รีบร้อน แล้วเงยหน้ามองเขา
