เฟิงอวี่เฮิงเดินไปถึงข้างเตียง ยกมือแก้สายรัดเสื้อตัวนอก เสื้อแพรเลื่อนหลุดจากไหล่ของเขา ก่อนพับวางไว้ตรงปลายเตียง
เสื้อตัวในก็ร่วงลงพื้นตามไปด้วย ท่วงท่าของเขาไม่ช้าไม่เร็ว นิ้วมือเรียวยาวเป็นข้อชัดเกี่ยวสายคาดเอาไว้ เพียงไม่กี่อึดใจก็เปลือยเปล่าไร้อาภรณ์
สายตาของหนานสวี่ไล้ผ่านแนวไหล่และลำคอของเขา ก่อนจะรีบเบือนหนี ใบหูเริ่มร้อนผ่าว
เฟิงอวี่เฮิงเอนกายพิงหัวเตียง มือข้างหนึ่งวางบนเข่าที่งอขึ้น อีกข้างวางตามสบายอยู่ข้างหมอน เขาพิงอยู่อย่างผ่อนคลาย พลางทอดสายตาเอื่อยเฉื่อยมายังใบหน้านาง
“วาดสิ”
หนานสวี่ยืนห่างออกไปสามก้าว จ้องท่าทางเปิดเผยไร้ยางอายของเขาแล้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนคันกราม
ปลายพู่กันลอยค้างอยู่เหนือกระดาษเนิ่นนาน ไม่ยอมจรดลงไปเสียที
เฟิงอวี่เฮิงพิงหัวเตียงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างเชื่องช้า
“จิตรกรหนาน ไยไม่ลงมือวาดเล่า วาดไม่เป็น...หรือไม่กล้ามองกันแน่”
ปลายพู่กันในมือหนานสวี่สั่นไหว
“ข้าไม่รู้ว่านายท่านอยากให้วาดท่าไหน ท่านก็ไม่ได้บอก ข้าจะลงพู่กันส่งเดชได้อย่างไร”
เฟิงอวี่เฮิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ พลางเปลี่ยนท่า แขนข้างหนึ่งรองไว้หลังศีรษะ แนวอกเกร็งขึ้นเล็กน้อยตามการเคลื่อนไหว ก่อนจะคลายลง
“เช่นนั้นก็วาดข้าในท่าตอนนี้สิ”
แต่สายตาของหนานสวี่กลับเลื่อนต่ำลงไปอย่างไม่รักดีหนึ่งชุ่น
แค่หนึ่งชุ่นเท่านั้น
จากนั้นนางก็ละสายตาไปไหนไม่ได้อีกเลย
เฟิงอวี่เฮิงเอนกายพิงหัวเตียง ท่าทางผ่อนคลาย มือข้างหนึ่งหนุนหลังศีรษะ อีกข้างวางตามสบายอยู่ข้างเอว
