เฟิงเนี้ยนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ไท่ฟู่บอกว่า ข้าเป็นองค์รัชทายาท ต่อไปต้องเป็นฮ่องเต้ ต้องเรียนกฎระเบียบมากมาย ต้องอ่านฎีกามากมาย ต้องตื่นแต่เช้าไปว่าราชการทุกวันเหมือนเสด็จพ่อ ต้อง...”
“แล้วเจ้าชอบหรือไม่?”
เฟิงเนี้ยนเงียบไปอีกพักหนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า “ข้าอยากวาดรูป”
“ข้าอยากวาดรูปเหมือนเสด็จแม่”
หนานสวี่ยื่นมือไปลูบศีรษะเขาเบา ๆ
แต่เฟิงเนี้ยนเงยหน้าขึ้นมองนาง ในดวงตาดำสนิทคู่นั้นพลันมีประกายสว่างบาง ๆ ผุดขึ้นมา
“เสด็จแม่ น้องหญิงอยากเป็นรัชทายาทหญิง วันนั้นน้องเกาะขอบหน้าต่างดูไท่ฟู่สอนหนังสือ กลับมาเล่าให้ข้าฟังว่าไท่ฟู่สอนสนุกมาก น้องอยากไปเรียน เสด็จแม่ให้น้องไปได้หรือไม่?”
หนานสวี่ไม่ได้ตอบ แต่คำพูดนั้นกลับดีดสายใยในใจนางจนสั่นสะเทือนก้องกังวาน
ยามค่ำคืน เฟิงอวี่เฮิงอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จก็ขึ้นเตียง แล้วยื่นมือดึงนางเข้ามาในอ้อมกอด
หนานสวี่ถูกเขาดึงเข้าไปแนบอก ริมฝีปากถูกเขาจูบอยู่หลายครั้ง แต่ในหัวนางยังคิดถึงเรื่องตอนกลางวัน จึงตอบรับอย่างเหม่อลอย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เฟิงอวี่เฮิงจูบนางหลายครั้ง แต่นางก็ไม่ค่อยมีปฏิกิริยา เขาจึงหยุดลง ก้มมองใบหน้าที่กำลังใจลอยของนาง คิ้วค่อย ๆ เลิกขึ้น
“กำลังคิดอะไรอยู่?”
“หือ? ไม่มีอะไร...”
“ไม่มีอะไร?”
มือข้างหนึ่งของเขาค้ำอยู่ข้างหมอนนาง ส่วนอีกข้างจับคางนางให้หันหน้ามา น้ำเสียงเจือความน้อยใจอยู่เล็กน้อย
“ข้าจูบเจ้าอยู่ตั้งนาน เจ้าไม่ส่งเสียงสักแอะ ข้าพยายามไม่มากพอหรือ?”
หนานสวี่ได้สติ เงยหน้าสบดวงตาที่เต็มไปด้วยความน้อยอกน้อยใจของเขา แล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“เจ้าพยายามแล้ว พยายามมากที่สุดเลย”
“แล้วทำไมถึงใจลอย?”
“ข้ากำลังคิดว่า...”
นางยังพูดไม่ทันจบ เฟิงอวี่เฮิงก็ก้มลงปิดปากนางเสียก่อน
คราวนี้เขาจูบนางอย่างลึกซึ้ง หนานสวี่ถูกจูบจนแทบหายใจไม่ทัน มือยันอกเขาไว้ พลางส่งเสียงครางอู้อี้สองครั้ง เขาถึงยอมปล่อยอย่างพึงพอใจ หน้าผากแนบหน้าผากนาง น้ำเสียงแหบพร่า
“ตั้งใจหน่อย”
“ตั้งใจแล้ว ตั้งใจแล้ว” นางยอมจำนน โอบแขนรอบคอเขา
